คอนโทรล ดี KONTROL D และ คอนโทรล ซี KONTROL C อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน

อาหารเสริมต้านมะเร็ง,อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน,อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก,อาหารเสริมสำหรับผู้หญิง,อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย

คอนโทรล ดี และ คอนโทรล ซี อาหารเสริมต้านมะเร็ง นวัตกรรมอาหารเสริมเพื่อไมโทคอนเดรีย เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพและผู้ป่วยมะเร็ง เบาหวาน ภูมิแพ้ เก๊าท์ รูมาตอย โรคตับ โรคไต ช่วยลดไขมันส่วนเกิน สะเก็ดเงิน พาร์กินสัน ไวรัสตับอักเสบบี อัมพฤกษ์ อัมพาต

ดร.พงษ์ศักดิ์ ละไมพิศ ปฐมบทแห่งชีวิตและต้นเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บ

 

คอนโทรล นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย อาหารเสริมที่แตกต่างด้วยคุณสมบัติ 5 ประการที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับรองว่า

koltrol D copy

1.  ผลิตภัณฑ์คอนโทรล ดี ไม่พบการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์
2.  ปลอดภัยต่อการบริโภค เด็กและสตรีมีครรภ์รับประทานได้ โดยมีค่า LD50 ที่มากกว่า 15,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวของหนูขาว เป็นระดับที่ไม่มีอันตรายในการบริโภค จึงสามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ป่วยและสตรีมีครรภ์ก็สามารถรับประทานคอนโทรลได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่าง กายแต่ประการใด(อ่านบทความเกี่ยวกับ LD50 เพิ่มเติมได้ที่นี่)

3.  มีผลยับยั้งการอักเสบได้สูงสุด 47.5 % ในชั่วโมงที่ 2
4 . มีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านชนิด NK cell เซลล์ต้านมะเร็งสูงถึง 99.99%

5.  มีผลต่อการเผาผลาญคลอเลสเตอรอล  สูงถึง 99.95%

kontrol c copy

สอบถามข้อเพิ่มเติม โทร.089-447-5597 อรนุช

รู้จักกับไวรัสตับอักเสบบี อาการ และการรักษา

ไวรัสตับอักเสบบี

ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งซึ่งเป็นถิ่นที่ไวรัสตับอักเสบบีระบาดมาก โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงนับว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีทำ ให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ จากหลักฐานการศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย
ไวรัสตับอักเสบบี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบบี คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดบี สามารถติดต่อทางเลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง โดยสามารถรับเชื้อได้โดยวิธีดังต่อไปนี้
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • การใช้เข็มสักตามตัวหรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน และการเจาะหู
  • การใช้แปรงสีฟัน มีดโกน ที่ตัดเล็บร่วมกัน
  • การติดเชื้อขณะคลอดจากแม่ที่มีเชื้อ (ถ้าแม่มีเชื้อลูกมีโอกาสได้รับเชื้อ 90%)
  • การถูกเข็มตำจากการทำงาน
  • การสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โดยผ่านเข้าทางบาดแผล
อย่างไรก็ดี เชื้อนี้จะไม่ติดต่อกันทางลมหายใจ อาหารหรือน้ำดื่ม การให้นม และการจูบกัน (ถ้าปากไม่มีแผล)

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
  1. ระยะเฉียบพลัน
  • ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือนหลังติดเชื้อ ดังนี้
    • อาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
    • อาการอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผื่น ปวดข้อ
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดภาวะตับวายได้
  • อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
  1. ระยะเรื้อรัง
  • ระยะเรื้อรังแบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ
    • พาหะ คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นก่อนแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีก่อน
    • ตับอักเสบเรื้อรัง คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ
  • ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือเบื่ออาหารได้
  • การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี

  • เจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ (liver function test)
  • เจาะเลือดตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
    • HBsAg (แอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี): ให้ผลบวก แปลว่า ผู้ป่วยกำลังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
    • Anti-HBS (ภูมิคุ้มกันต่อ HBsAg): ให้ผลบวก แปลว่า ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการฉีดวัคซีนหรือเคยติด เชื้อไวรัสตับอักเสบและหายจากโรคแล้ว ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันจึงไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น และไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอีก
    • การวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน หากพบว่าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น “โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
  • การตัดชิ้นเนื้อจากตับไปตรวจ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังเพื่อเก็บชิ้นเนื้อจากตับ การตรวจนี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย ทำเฉพาะในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่ต้องการติดตามการดำเนินไปของโรค เช่น ต้องการทราบภาวะพังผืดในตับและการอักเสบของเซลล์ตับ ซึ่งจะมีผลในการเริ่มต้นการรักษา หรือสงสัยมะเร็งตับ เป็นต้น

การประเมินผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามี HBsAg เป็นบวก

  • ตรวจเลือดประเมินดู HBeAg และ HBeAb ซึ่งเป็นตัวที่บ่งบอกว่าโรคอยู่ในระยะที่ไวรัสกำลังแบ่งตัวหรือผ่านระยะที่ไวรัสแบ่งตัวไปแล้ว
  • ตรวจ ALT (alanine aminotransferase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ ถ้าค่าอยู่ในระดับปกติให้ติดตาม ALT ทุก 3-6 เดือน
  • ในกรณีที่ HBeAg เป็นลบแต่ผู้ป่วยมี ALT ผิดปกติ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ เช่น ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี มีภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะของการมีโรคตับเรื้อรัง ALT อยู่ในเกณฑ์มากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าปกติ อัลตราซาวนด์มีลักษณะผิดปกติของตับ ควรตรวจดูปริมาณไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย

การรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีที่สมควรได้รับการรักษา ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีลักษณะดังนี้
  • HBsAg ให้ผลบวกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
  • มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าไวรัสกำลังมีการแบ่งตัวอย่างมาก คือ
    • HBeAg เป็นบวก ปริมาณไวรัสมากกว่าหรือเท่ากับ 20,000 IU/ml
    • HBeAg เป็นลบ ปริมาณไวรัสมากกว่าหรือเท่ากับ 2,000 IU/ml
  • ระดับ ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าของค่าปกติอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีหลักฐานว่ามีตับแข็งหรือภาวะตับวาย พิจารณาให้การรักษาถึงแม้จะมี ALT ปกติ ไม่จำเป็นต้องรอห่างกันเกิน 3 เดือน)
  • ต้องไม่มีโรคอื่นที่เป็นสาเหตุหลักของตับอักเสบ
ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่มี HBeAg เป็นบวกหรือเป็นลบ สามารถเลือกใช้ยาได้ทุกขนาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของไวรัสบี ปัจจัยทางผู้ป่วย และระยะของโรค แพทย์จะเป็นผู้อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงประโยชน์และข้อจำกัดของยาแต่ละชนิด เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสร่วมในการตัดสินใจเลือกชนิดการรักษา โดยยาที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในปัจจุบันมีทั้งชนิดฉีดและชนิด รับประทาน
สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษา หรืออยู่ในช่วงที่ไวรัสไม่มีการแบ่งตัว ยังไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส แต่ควรได้รับการติดตาม ALT เป็นระยะๆ ทุกๆ 3-6 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจะได้รับการรักษา ควรได้รับการประเมินและแนะนำอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงภาวะของโรค โรคร่วม ข้อจำกัด หรือข้อห้ามในการใช้ยา การปฏิบัติตัว ค่าใช้จ่ายในการรักษา และการติดตามระยะยาว

การติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา

ขณะรักษาผู้ป่วยควรได้รับการตรวจระดับ ALT อย่างน้อยทุก 3 เดือน และ HBeAg อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดควรได้รับการตรวจทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 1-2 เดือนแรก หลังจากนั้นทุก 4-6 สัปดาห์ จนสิ้นสุดการรักษาเพื่อดูอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ซึ่งรวมถึงการตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจการทำงานของไทรอยด์ และอาการข้างเคียงอื่นๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับยารับประทานควรตรวจการทำงานของไตและระดับฟอสฟอรัสในเลือด ร่วมด้วย
ภายหลังสิ้นสุดการรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามเช่นเดียวกับขณะให้การรักษา ซึ่งรวมถึงการตรวจ ALT ทุก 3 เดือนและ HBeAg/HBeAb (ในกรณีที่ผู้ป่วย HBeAg เป็นบวก) ปริมาณไวรัส อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่การรักษาได้ผลดี คือ หลังหยุดการรักษาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนยังมีระดับ ALT ปกติ และมีระดับปริมาณไวรัสต่ำกว่า 2,000 IU/ml และควรติดตามต่อทุก 6 เดือน
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีกลับซ้ำหรือไม่ได้ผลจากการรักษา ควรติดตามทุก 3-6 เดือน

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • ฉีดวัคซีนป้องกัน โดยผู้ที่ควรฉีดวัคซีนมากที่สุดคือ เด็กแรกเกิด สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่โดยทั่วไปมีความจำเป็นน้อยในการฉีดวัคซีน เนื่องจากส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อแล้ว หากต้องการฉีดวัคซีนควรได้รับการตรวจเลือด ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วหรือมีภูมิต้านทานแล้วไม่ต้องฉีดวัคซีน
  • ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะ ควรตรวจเลือดเพื่อทราบถึงภาวะของการติดเชื้อก่อนการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบชุดจำนวน 3 เข็ม หลังจากนั้นวัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย

การปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

หากมีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน ควรขอรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และระมัดระวังการแพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิด โดยวิธีการปฏิบัติตัวหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายทำได้ดังนี้
  • ไม่ต้องกังวล หากเป็นตับอักเสบเฉียบพลันชนิดบี เพราะส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีภูมิคุ้มกันตามมา
  • รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับมีการอักเสบมากหรือน้อย
  • บอกให้คนใกล้ชิดทราบ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากคนใกล้ชิดนั้นไม่มีภูมิและเชื้อ
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยางอนามัย
  • งดบริจาคเลือด
  • ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • พักผ่อนให้เพียงพอทั้งร่างกายและจิตใจ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน
  • รับประทานอาหารสุกและสะอาด ลดการรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์รมควัน และเนื้อสัตว์ที่ไหม้จนเกรียม หรืออาหารที่เก็บถนอมไว้นานๆ ไม่รับประทานอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีเชื้อราขึ้น เช่น ถั่วลิสงป่นที่เก็บไว้นานๆ อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารหมักดอง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ปลาร้า ผักดอง ไส้กรอก เบคอน แฮม ฯลฯ และเครื่องกระป๋องต่างๆ ทั้งนี้อาหารประเภทแหนม ปลาร้า เมื่อจะรับประทานต้องทำให้สุกเสียก่อน เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจส่งเสริมทำให้ตับทำหน้าที่บกพร่องมากขึ้น
  • ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือดหาระดับสารบ่งบอกมะเร็งตับ AFP (alpha-fetoprotein) และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องสม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีภาวะตับแข็ง เพศชายอายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • เมื่อต้องรับการผ่าตัดหรือทำฟันควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ
  • หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
  • ลดความเครียดและความกังวลให้น้อยลง

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์kontrol c copy

koltrol D copy Blackmores-Multi-B copy Jpeg

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

ปัจจุบัน นี้เรามักจะได้ยินเรื่องภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด หลายคนสงสัยว่า การติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร มีวิธีป้องกันและแก้ไขอย่างไร มาฟังคำตอบกันค่ะ

   การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นภาวะที่มีอัตราการตายสูงมาก และตายอย่างรวดเร็ว ถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเลือดคือองค์ประกอบหลักของร่างกาย ที่ปราศจากเชื้อและไหลไปอวัยวะทุกส่วน หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสู้ และทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย

ติดเชื้อในกระแสเลือด

การติดเชื้อจากอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปอด ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนัง ซึ่งภาวะนี้ต้องให้การรักษาอย่างรวดเร็วและทันกาล เพราะความรุนแรงจะทวีคูณตามเวลาที่ติดเชื้อจนทำให้เสียชีวิตได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยสูงอายุ เพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ หรือผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ได้รับยาเคมีบำบัด เป็นต้น

  นอกจากปัจจัยของผู้ป่วยแล้ว เชื้อก่อโรคก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เช่น ถ้าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรง จะทำให้โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หรือเป็นเชื้อดื้อยาหลายขนานก็จะทำให้การรักษายุ่งยากขึ้นหรือได้ผลไม่ดี

อาการนำของผู้ป่วย จะมาโรงพยาบาลด้วยอาการของการติดเชื้อของอวัยวะที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับมีอาการทั่วไป เช่น มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย อุจจาระร่วง อาจซึมหรือหมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำหรือมีภาวะช็อก การทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ปอด หัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิต

การรักษา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่สงสัย และให้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้ออกซิเจน ให้สารน้ำเข้าหลอดเลือดให้เพียงพอ ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมากอาจจำเป็นต้องใส่ท่อหลอดลมเพื่อช่วยการหายใจ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล เพื่อติดตามอาการ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำ เนื่องจากการติดเชื้อ หรือมีไข้สูงอาจต้องนอนโรงพยาบาลนานค่ะ

 

บทความโดย : ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและยาต้านจุลชีพ

ข้อมูลจาก  ASTVผู้จัดการออนไลน์

ความสำคัญของวิตามินบี (Multi B)

ลูกค้าหลายท่านที่ทานคอนโทรล อาจจะมีความสงสัย ว่าทำไม ทานคอนโทรล แล้วต้องทาน วิตามินบีรวม วิตามินบีนั้นมีความสำคัญอย่างไร วันนี้ เราจะได้ทราบกันค่ะ

วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12, โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และยังมี ประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวันทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

วิตามิน บี 1 (ไธอะมีน) มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท อาการรู้สึกสับสนเป็นอาการของการขาดวิตามิน บี1


วิตามิน บี 2 (ไรโบฟลาวิน) ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัยสำคัญของการหายใจระดับเซลล์ ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ


วิตามิน บี 3 (ไนอะซิน) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 50 ปฏิกิริยา ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการปวดไมเกรน ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ จำเป็นต้องได้รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ

วิตามิน บี 5 (แพนโทธีนิก แอซิด) เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็นต่อปฏิกิริยาชีวเคมี ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมนของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด

วิตามิน บี 6 (ไพริดอกซิน) มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

วิตามิน บี 12 (ไซอะโนโคบาลามิน) มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท

โฟลิก แอซิด ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท

โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาทที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ

ไอโนซิทอล ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง

ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย

วิตามิน บี แม้จะพบมากในข้าว แต่ปัจจุบันข้าวที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำมักเป็นข้าวที่ถูกขัด จนขาวไม่มีวิตามิน บี เหลืออยู่ ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำ จึงทำให้วิตามินบี ที่มีอยู่ในร่างกายถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในวัยที่ต้องใช้สมองมากเป็นพิเศษจึงควรเอาใจใส่ ในเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา การรับประทานข้าวกล้อง และน้ำตาลทรายที่ไม่ขัดสีจะช่วยเพิ่มวิตามินบีให้แก่ชีวิตประจำวันได้

Blackmores-Multi-B copy

 

โรคหลอดเลือดสมอง(อัมพาต,อัมพฤกษ์)

โรคหลอดเลือดสมอง (STROKE)

Stroke-Article

ในคนไทยเรียกอัมพาต แต่ถ้าผู้ป่วยรายใดมีอาการไม่รุนแรงยังพอขยับได้เรียกโรคอัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1.โรคหลอดเลือดสมองแตก

2.โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

มักพบมากในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

โรคหลอดเลือดสมองตีบ

อาการ

1.แขนขาชาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่งทันที

2.พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจทันทีทันใด

3.เดินเซ เวียนศีรษะทันทีทันใด

4.ตามองเห็นภาพซ้อน หรือมืดมัว้างใดข้างหนึ่งทันทีทันใด

ถ้าท่านมีอาการข้อใดข้อหนึ่งให้รีบไปที่ รพ.ใกล้ที่สุด

ปัจจัยเสี่ยง

1.ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้

  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคหัวใจ
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • ความอ้วน
  • การสูบบุหรี่

2.ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

  • อายุ > 60 ปีขึ้นไปถือเป็นปัจจัยเสี่ยง
  • เชื้อชาติ

อัมพาต

การป้องกัน

1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม อย่าให้อ้วน

2.งดสูบบุหรี่

3.ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ถ้าพบปัจจัยเสี่ยงต้องรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

4.ในกรณีมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว ต้องรักษาและพบแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ  ห้ามหยุดหยาเองโดยเด็ดขาด

5.ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองแล้ว จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้สูงกว่าคนปกติ นอกจากปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ในกรณีที่เป็นชนิดตีบหรืออุดตัน แพทย์จะรักษาโดยให้รับประทานยาเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในบางรายจะได้รับการตรวจหัวใจ Echocardiogram และตรวจอัลตร้าซาวนด์หลอดเลือดใหญ่ที่คอ เพื่อวินิจฉัยประเมินความรุนแรงและพยากรณ์โรค

การรักษา

1.การรักษาทางยา

ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ภายใน 1 – 2 ชั่วโมงหลังมีอาการแพทย์จะพิจารณาให้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด หลังจากนั้นแพทย์จะพิจารณาให้รับประทานยาต้านเกร็ดเลือด ยาต้านลิ่มเลือด รวมทั้งรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

2.การรักษาทางการผ่าตัด

การรักษาทางการผ่าตัด เมื่อการผ่าตัดนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและเป็นในตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้ โดยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นมีโอกาสน้อยกว่าประโยชน์หรือความสำเร็จที่จะได้รับ

3.การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความพิการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้ตามศักยภาพของผู้ป่วย ประกอบด้วย การทำกายภาพบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยทรงตัว นั่ง ยืน หรือเดินได้ การทำกิจกรรมบำบัดเพื่อให้แขนหรือมือใช้งานได้มากขึ้น ประกอบกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ใส่เสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟัน เข้าห้องน้ำ เป็นต้น หรือเพื่อฝึกกลืนให้ผู้ป่วยพูดคล่องขึ้น นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้กายอุปกรณ์เสริมเพื่อให้เหมาะสมกับความพิการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้ตามศักยภาพของผู้ป่วย เข้าสู่สังคมได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาในระยะแรกแล้วจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือดเกาะตัวร่วมกับการคุมรักษาปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก

คำแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์

รับประทาน คอนโทรล ดี (KONTROL D) วันละ 4 เม็ด 4 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ทานร่วมกับ วิตามินบีรวมของแบล็คมอร์วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า

 

koltrol D copy Blackmores-Multi-B copy

 

โรคมะเร็งไขกระดูก มัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple myeloma-MM)

“โรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา” (Multiple myeloma-MM) ซึ่งเป็นโรคมะเร็งทางระบบโลหิตวิทยาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของพลาสม่าเซลล์ (Plasma Cell) ในไขกระดูก โรคนี้พบบ่อยในคนอายุระหว่าง 40-70 ปี หรืออายุเฉลี่ย 60 ปี ปกติไขกระดูกจะเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดต่างๆ รวมถึงพลาสม่าเซลล์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยพลาสม่าเซลล์นี้ มีหน้าที่สร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอนติบอดี เพื่อป้องกันและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อใดที่พลาสม่าเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติในเลือด (Monoclonal Protein หรือ M-Protein) ส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งในที่สุด

multiple myeloma

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิลมัยอิโลมานั้นยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด ทำให้การป้องกันและรักษาโรคเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ผลจากการศึกษาพฤติกรรมของโรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสมมุติฐานบางอย่างที่บ่งบอกว่า อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เช่น การทำอาชีพเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี

อาการของโรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมานี้สังเกตได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของโรคมักไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการอ่อนเพลีย ซึ่งไม่จำเพาะเจาะจง แต่เมื่อมาถึงระยะท้ายของโรค อาการที่พบคือ ซีดอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งเกิดจากมีการเพิ่มจำนวนพลาสม่าเซลล์ที่ผิดปกติในไขกระดูกจะรบกวนกระบวน การสร้างเม็ดเลือดต่างๆ อีกทั้งการที่มีโปรตีนที่ผิดปกติ (M protein) ในเลือดสูงมากขึ้น ทำให้เกิดความผิดปกติที่ไตได้ เนื่องจาก M-Protein จะทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

อาการของโรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา

ปวดกระดูก

อาการที่พบได้ คือ ปัสสาวะออกน้อยลง โดยผู้ป่วยอาจไม่มีอาการจนเมื่อไตเสียหน้าที่มากแล้ว รวมถึงความผิดปกติที่กระดูก ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์มะเร็งจะปล่อยสารบางชนิดที่ทำให้แคลเซียมละลายออกมา จากกระดูกจนเกิดเป็นรูพรุน ทำให้มีอาการปวดกระดูก กระดูกผุ หรือ กระดูกหักได้ง่าย พร้อมกันนี้ แคลเซียมที่ละลายออกมายังทำให้ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เกิดอาการซึม ท้องผูก และเป็นผลเสียต่อไตร่วมด้วย

กระดูกพรุน

ทุกคนควรหมั่น สังเกตตนเองและระมัดระวัง อย่าเข้าใจไปเองว่าอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซึม ท้องผูก หรือปวดหลัง ปวดกระดูก เป็นเรื่องปกติของวัยที่เพิ่มขึ้น จึงละเลยไม่ไปตรวจรักษา เพราะหากปล่อยไว้นานโรคอาจลุกลาม หรือเกิดอันตรายจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ สำหรับวิธีการรักษาโรคมัลติเพิล มัยอิโลมา ต้องพิจารณาถึงหลายปัจจัย เนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นผู้สูงอายุ และอาจมีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย

 การรักษา

การรักษาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือยากลุ่มใหม่ต่างๆ การปลูกถ่ายไขกระดูก การฉายรังสี และการรักษาแบบประคับประคอง จะถูกเลือกรักษาตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

 โรคมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา มีอาการหลายอย่างที่คล้ายกับโรคอื่นๆ เช่น โลหิตจาง กระดูกพรุน และโรคไตวายจึงวินิจฉัยได้ยาก อีกทั้งการรักษาก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายด้าน ดังนั้น หากมีความผิดปกติหลายอย่าง ข้างต้นร่วมกัน จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคที่แน่นอน และนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรได้รับการดูแลโดยโลหิตแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ.สุรพล อิสรไกรศีล
ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ 

ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ : คอนโทรล ซี ( KONTROL C ) รับประทานวันละ 8 -16 เม็ด 4 เวลา ก่อนหรือหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน และ วิตามินบีรวมของแบล็คมอร์วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า หากมีอาการปวด ทานยาบรรเทาปวดร่วมด้วยกันได้

Blackmores-Multi-B copy kontrol c copy

 

 

รู้จักกับต่อมหมวกไต หน้าที่ และความสำคัญ

ต่อมหมวกไต (adrenal gland) เป็น ต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญๆหลายชนิด ต่อมหมวกไตมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ฮอร์โมนในกลุ่มนี้จะควบคุมเมแทบอลิซึมของ คาร์โบไฮเดรท ไขมันและโปรตีน รักษาระดับสารน้ำในร่างกายและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับความเครียดต่อเหตุการณ์ต่างๆทั้งในชีวิตประจำวันและยามฉุกเฉิน

ต่อมหมวกไต

ต่อมหมวกไตตั้งอยู่ที่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง จึงเรียกว่าต่อมหมวกไต (suprarenal gland) แต่ละต่อมประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือต่อมหมวกไตส่วนนอกหรืออะดรีนัลคอร์เทกซ์ (adrenal cortex) และต่อมหมวกไตส่วนในหรืออะดรีนัลเมดัลลา(adrenal medulla) ซึ่งผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ต่างกัน

ต่อมหมวกไตส่วนนอก

ต่อมหมวกไตส่วนนอกหรืออะดรีนัลคอร์เทกซ์ (adrenal cortex)

เซลล์ของต่อมหมวกไตส่วนนอกประกอบด้วยไขมัน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ฮอร์โมนส่วนใหญ่ที่ผลิตเป็นสเตรอยด์ ฮอร์โมน ต่อมหมวกไตส่วนนอก แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่

ต่อมหมวกไตส่วนนอก

ชั้นนอก เป็นกลุ่มเซลล์ที่ขดไปมาเป็นกลุ่มก้อน เรียกว่า โซนา โกลเมอรูโลซา (zona glomerulosa) ผลิตฮอร์โมนมิเนราโลคอร์ติคอยด์(mineralocorticoid) ที่สำคัญคือแอลโดสเตอโรน (aldosterone)

ชั้นกลาง เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะเป็นท่อยาวที่อยู่รวมกันเป็นมัด เรียกว่า โซนา ฟาสซิคูลาตา (zona fasciculata) ผลิตฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์(glucocorticoid) หรือคอร์ติโคสเทอโรน(corticosterone) ที่สำคัญได้แก่คอร์ติซอล (cortisol) หรือไฮโดรคอร์ติโซล (hydrocortisone) และผลิตฮอร์โมนเพศได้บ้างเล็กน้อย

ชั้นใน เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะจับกันเป็นร่างแห เรียกว่า โซนา เรทิคูลาริส (zona reticularis) ผลิตฮอร์โมนเพศ ได้แก่ อีสโทรเจน (estrogen) โพรเจสเทอโรน (progesterone) และแอนโดรเจน (androgen)

ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoid) ฮอร์โมนที่สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่

     คอร์ติซอล (cortisol) เป็นฮอร์โมนที่จำเป็น (essential hormone) ที่มีความสำคัญต่อชีวิต ถ้าขาดฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ซึ่งเป็นฮอร์โมนจำเป็นจะมีผลอย่างมากต่อเซลล์ของร่างกาย

  1. เพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด กลูโคคอร์ติคอยด์ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งการอดอาหาร (hormone of starvation) เพราะว่าจะกระตุ้นเซลล์ตับให้เปลี่ยนกรดไขมันและกรดอะมิโนบางตัวเป็นกลูโคส และเก็บสะสมไว้ในรูปของไกลโคเจน (gluconeogenesis) เรียกว่า กลูโคส สแปริ่ง เอฟเฟ็ก (glucose – sparing effect) ซึ่งเป็นขบวนการที่สำคัญ เพราะจะมีผลในการเผื่อน้ำตาลกลูโคสไว้ให้สมองใช้งานได้ตลอดเวลา

 

  1. กดระบบภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive effect) ยับยั้งกลไกการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยลดการสลัดอวัยวะที่ปลูกถ่าย (organ rejection) แต่กลูโคคอร์ติคอยด์จะไม่มีผลต่อภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากภายนอก เช่นการได้รับวัคซีนที่เป็นอิมมูนต่างๆ (immune)
  2. ต่อต้านการอักเสบ (anti inflammatory effect) โดยการลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาว ไปยังบริเวณที่อักเสบ ลดการเกิดหนอง (exudation) และลดการแพ้สารต่างๆ โดยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีน

แต่เนื่องจากระบบป้องกันตนเอง (defense mechanism) ถูกยับยั้งด้วย ทำให้เกิดผลเสียคือ ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้ติดเชื้อง่าย และทำให้ลดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรีย(helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร เพราะทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ความเข้าใจเดิมมีอยู่ว่า ว่าโรคกระเพาะเกิดจากการมีกรดมากเกินไปเท่านั้น    เราต้องระวังในการรับประทานสเตรอยด์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

  1. กระตุ้นการสลายแคลเซียม โดยการเสริมฤทธิ์ของพาราไทรอยด์ฮอร์โมนทำให้มีแคลเซียมในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น และลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ ทำให้มีการขับแคลเซียมที่ท่อไตเพิ่มมากขึ้น ลดการสร้างกระดูก ยับยั้งการเติบโตของกระดูก ทำให้เกิดโรคกระดูกผุ
  2. ผลต่อประสาทส่วนกลาง ทำให้สมองไวต่อสิ่งเร้า และต่อสู้กับความเครียด

ถ้ามีฮอร์โมนกลุ่มนี้มากเกินไปจะทำให้เกิด โรคคูชชิง ( Cushing’s syndrome) พบในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกของต่อมหมวกไตส่วนนอกหรือได้รับการรักษาด้วยยาหรือ ฮอร์โมนที่มีคอร์ติโคสเตรอยด์เป็นส่วนผสม
เพื่อป้องกันอาการแพ้ อักเสบติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิงโดยมีความผิดปกติเกี่ยวกับ

  • เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีนทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา
  • อ้วน มีไขมันสะสมแกนกลางลำตัว ใบหน้ากลมคล้ายดวงจันทร์ หน้าท้องแตกลาย บริเวณต้นคอมีหนอกยื่นออกมา

ฮอร์โมนมิเนอราโลคอร์ติคอยด์

เป็นฮอร์โมนที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุภายในร่งกาย ฮอร์โมนที่สำคัญในกลุ่มนี้คือ แอลโดสเทอโรน (aldosterone) ซึ่ง จะหลั่งออกมามากขึ้นในขณะที่ร่างกายขาดน้ำหรือความเข้มข้นของโซเดียมในเลิอด ลดต่ำลง โดยทำหน้าที่กระตุ้นท่อไตให้ดูดซึมน้ำ และโซเดียมเข้าสู่กระแสเลือด และขับถ่ายโพแทสเซียมออกสู่ท่อไต

ฮอร์โมนเพศ

อะดรีนัลคอร์เทกซ์สังเคราะห์ฮอร์โมนเพศฆ ทั้งชายและหญิง (เท สโทสเทอโรนและเอสโทรเจน) โดยจะผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมาก แต่เมื่อเทียบกับการสังเตราะห็จากอวัยวะเพศแล้วถือว่าน้อยมาก ทำให้การสังเคราะห์จากอะดรีนัลคอร์เทกซ์มีผลน้อยมาก ยกเว้นฮอร์โมนเทสโทสเทกโรนจะมีผลทำให้เกดขนที่รักแร้ หัวเหน่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

ต่อมหมวกไตส่วนในหรืออะดรีนัลเมดัลลา(adrenal medulla) ผลิตฮอ์โมน

ฮอร์โมนเอพิเนฟรีน (epinepinephirne) หรือ อะดรีนาลีน มี ผลต่อการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากมายได้แก่ ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นแรง และเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง หลอดลมขยาย ม่านตาขยาย ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี่ที่ไปหล่อเลี้ยงที่สมอง หัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อขยาย เป็นต้น

ฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน (norepinefphirne) หรือ นอร์อะดรีนาลีน

เป็นสารเดียวกับสารสื่อประสาทที่หลั่งจากปลายประสาทที่ซิมพาเทติก ผลของฮอร์โมนชนิดนี้คล้ายกับอะดรีนาลีน ยกเว้นผลที่มีต่อเส้นเลือด

เมื่อ ร่างกายเผชิญกับภาวะต่าง ๆ เช่น เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย หรือศัตรู ตื่นเต้น ตกใจ ฯลฯ ไฮโพทาลามัสจะส่งกระแสประสาทซิมพาเทติกมากระตุ้นอะดรีนัลเมดัลลา ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน และนอร์อะดรีนาลีน ฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะสู้และตอบสนองต่อภาาวะเครียดต่าง ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia,สถาบันนวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด หนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ที่มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปที่ปากมดลูก ปากมดลูกจึงมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก

ตัวเราเสี่ยงกับโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่

  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18 ปี
  • เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • สามีหรือคู่นอนสำส่อนทางเพศ
  • สตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อจากการร่วมเพศ เช่น กามโรค
  • สตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณอวัยวะเพศ เช่น เริม หงอนไก่
  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือบกพร่อง เช่น ผู้ที่รับยาหลังการเปลี่ยนอวัยวะหรือผู้ติดเชื้อเอดส์
  • สตรีที่ติดบุหรี่ หรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ติดบุหรี่
  • การขาดสารอาหารบางชนิด
  • พันธุกรรม

เมื่อพบภาวะผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

  • มีตกขาวออกมาผิดปกติ อาจมีเลือดปนและมักมีกลิ่นเหม็น
  • มีประจำเดือนไม่ปกติ กะปริบกะปรอย หรือบางครั้งออกมาก
  • มีเลือดออกขณะร่วมเพศ หรือหลังร่วมเพศ
  • มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน
  • อ่อนเพลีย ตัวซีด เบื่ออาการ น้ำหนักลด
  • มีการบวม ปัสสาวะไม่ออก หรือไหลไม่หยุด
  • ปวดท้องน้อย หรือมีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่นเมื่อโรคลุกลาม

อาการมะเร็งปากมดลูก

อาการตกเลือดทางช่องคลอด ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกแบบกะปริบกะปรอยระหว่างมีรอบเดือน มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น มีเลือดปน หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้ามีเลือดออกมามากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานจะมีอาการปวดหลังได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาท

อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นหรือลุกลามสู่อวัยวะอื่นๆ ได้แก่ อาการขาบวม ปวดหลัง  ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

มะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 0 – เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งยังไม่กระจายตัว มีวิธีรักษามะเร็งปากมดลูกระยะที่ 0 คือการผ่าตัดเล็ก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที และตรวจร่างกายติดตามอาการต่อไป การรักษาในระยะนี้ได้ผลเกือบ 100%

ระยะที่ 1 – เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูกแล้ว การรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 1 คือการผ่าตัดใหญ่ เป็นการผ่าตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน ผลการรักษาได้ผลดีถึง 80%

ระยะที่ 2 – เซลล์มะเร็งกระจายออกจากปากมดลูกโดยยังไม่ได้ลุกลามไปไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว การรักษา มะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 2 นี้ ต้องทำการรักษาด้วยการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด (คีโม)

ระยะที่ 3 – ระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายชิดเชิงกราน การรักษาในระยะที่ 3 คือใช้รังสีรักษา และการให้เคมีบำบัดเช่นเดียวกันระยะที่ 2  แต่การรักษาระยะนี้จะได้ผลเพียงประมาณ 20 – 30% เท่านั้นค่ะ

ระยะที่ 4 – เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกายแล้ว การรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 4 ยังคงเป็นการให้คีโม และรักษาตามอาการเท่านั้น โดยหวังผลได้เพียงประมาณ 5-10% และมีโอกาสรอดน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่มีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกบางรายสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 1 – 2 ปี แล้วจึงเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งปากมดลูก

1. การผ่าตัด – หลังจากการผ่าตัดอาจเกิดอาการการตกเลือด และการติดเชื้ออันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียงได้

2. การฉายแสง – ในระยะเวลา 1-2 เดือนจะมีผลข้างเคียง คือ ผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย

3. ยาเคมีบำบัด – จะมีผลข้างเคียงคือ มีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา อาการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับตัวยาแต่ละชนิดที่แพทย์เลือกใช้

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ทำการตรวจหามะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาว หรือมีเลือดออกผิดปกติ
  • ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจภายใน เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก
  • ผู้หญิงที่รับการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเสี่ยง ควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่
  • ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงสุด หากยังไม่เคยได้รับเชื้อนี้มาก่อน สามารถป้องกันได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก iosociety.com

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง แนะนำคอนโทรล ซี ( KONTROL C ) รับประทานวันละ 8 – 16 เม็ด และ วิตามินบีรวม ของแบล็คมอร์ วันละ 1 เม็ดหลังอาหารเช้า

kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ลำไส้ เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญ คือ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ โดยลำไส้ใหญ่นั้นจะแบ่งออกเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลำไส้ใหญ่ (Colon) และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือลำไส้ตรง (Rectum) ซึ่งมีความยาวไม่กี่นิ้ว และถือเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินอาหาร ทำหน้าที่กักเก็บและขับถ่ายกากอาหารที่ผ่านการย่อย เพื่อเตรียมขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป

ลำไส้ใหญ่

สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Colon Cancer นั้น เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่ในมะเร็งทวารหนักเซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุด ของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนักมะเร็งลำไส้

รู้ทันสัญญาณอันตราย

“ในระยะเริ่มต้นมะเร็งลำไส้มักไม่ปรากฏอาการความผิดปกติใดๆ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเริ่มเข้ารับการตรวจ”

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพัฒนาของโรคมากขึ้น ผู้ป่วยอาจแสดงอาการผิดปกติได้ ดังนี้

  • มีพฤติกรรมการขับถ่ายผิดไปจากเดิม เช่น จากที่เคยถ่ายเป็นประจำทุกวัน ก็เริ่มมีอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกถ่ายไม่หมดไม่สุด
  • มีเลือดแดงหรือดำปนออกมาขณะขับถ่าย
  • ขนาดอุจจาระเล็กลง ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลื่นไส้และอาเจียน เนื่องจากลำไส้อุดตันเพราะเซลล์มะเร็ง
  • รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลียบ่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งทำให้เกิดการเสียเลือด
  • ในบางรายอาจคลำเจอก้อนในช่องท้อง

 

อาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง

แม้ว่าสาเหตุของโรคจะยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อโรคมะเร็งลำไส้นั้น ได้แก่

  • อายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัว เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี
  • เคยถูกตรวจพบว่ามีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มาก่อน
  • เคยมีประวัติหรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น พันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดไม่มีติ่งเนื้อ (Hereditary Nonpolyposis Colon Cancer) และพันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดมีติ่งเนื้อ (Familial Adenomatous Polyposis)
  • สตรีที่มีประวัติเป็นมะเร็งที่รังไข่ มดลูก และเต้านมมาก่อน
  • มีภาวะอ้วน
  • เป็นผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ และไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร แคลเซียม และโฟเลต
  • ผู้สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย

การตรวจวินิจฉัย

“เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจหามะเร็ง  แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ”

สำหรับวิธีการตรวจหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีมีต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป แต่เนื่องจากไม่มีวิธีใดเพียงวิธีเดียวที่จะตรวจได้โดยสมบูรณ์ แพทย์จึงมักแนะนำให้คนไข้เข้ารับการตรวจมากกว่าหนึ่งวิธีซึ่งได้แก่
การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test) เลือดในอุจจาระที่พบอาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องตรวจด้วยกระบวนการทางเคมี หากพบว่ามีเลือดปนออกมา ก็จำเป็นต้องตรวจเพิ่มว่าสาเหตุเกิดจากมะเร็งหรือไม่

การส่องกล้องบริเวณลำไส้ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) เป็นการสอดกล้องเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดและอยากถ่าย ผู้ได้รับการตรวจจึงมักได้รับการแนะนำให้ถ่ายหรือกินยาถ่ายก่อนเข้ารับการ ตรวจ เพื่อให้ลำไส้สะอาด

การส่องกล้องตรวจบริเวณลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปทางทวารหนักเช่นกัน ซึ่งกล้องจิ๋วนี้จะถูกปรับให้โค้งงอได้เพื่อให้สามารถตรวจดูภายในบริเวณลำ ไส้ได้ทั้งหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากกล้องจะถูกส่งผ่านมายังจอภาพเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและ เนื่องจากก่อนการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับยานอนหลับ ดังนั้น หากพบความผิดปกติ เช่น มีติ่งเนื้อที่น่าสงสัย แพทย์จึงสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจในขั้นตอนนี้ได้เลย

การสวนแป้งเพื่อเอกซเรย์ภาพ (Double-contrast Barium Enema)เป็น การนำสารทึบแสงเข้าไปเคลือบตามลำไส้ผ่านทางทวารหนักเพื่อตรวจดูความผิดปกติ ซึ่งความไวในการตรวจจับความผิดปกติของวิธีนี้มีมากถึงร้อยละ 70 ถ้าพบความผิดปกติ ต้องส่องกล้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ

การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ (Digital Rectal Exam) แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อตรวจคลำดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ แต่จะจำกัดการตรวจได้แค่บริเวณทวารหนักและลำไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ ใหญ่เท่านั้น โดยปกติแล้วแพทย์จะตรวจด้วยวิธีนี้ก่อนทำการส่องกล้อง

การเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Virtual Colonography) เป็นการใช้โปรแกรมจากเครื่อง CT Scan เพื่อสร้างภาพ 3 มิติ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยานอนหลับแก่ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจ สามารถใช้ตรวจดูลำไส้ได้ทั้งหมด และมีความไวสูงถึงประมาณร้อยละ 90 แต่อาจทำให้เกิดผลตรวจปลอมได้ เช่น ประเมินผลว่าก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้เป็นก้อนเนื้อ และหากพบติ่งเนื้อที่น่าสงสัย ก็จำเป็นต้องอาศัยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจอีก ครั้งหนึ่ง

 

บุคคลทั่วไปที่ได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหามะเร็งแล้วไม่พบความผิดปกติ สามารถรอได้ 3-5 ปี แล้วจึงค่อยมาตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง และได้รับการรักษาจนหาย ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำทุกปีเพราะว่าโรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นซ้ำในที่ใด ที่หนึ่งของลำไส้ได้

ระยะของโรค

ในกรณีที่มีการตรวจพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะแบ่งระยะของโรคออกเป็นดังนี้

ระยะ 0 เซลล์มะเร็งจำกัดเฉพาะในบริเวณผิวของลำไส้ มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 1 มะเร็งยังคงจำกัดอยู่ที่ผนังลำไส้ด้านใน แต่ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 2 มะเร็งเริ่มแพร่กระจายออกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ แต่ไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองซึ่งยังรักษาให้หายได้
ระยะ 3 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแต่ไม่ลามไปยังส่วนอื่น หลังการผ่าตัด ควรได้รับเคมีบำบัดร่วมด้วย
ระยะ 4 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ และกระดูก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่จะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การรักษา

วิธีที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้น ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับระยะของโรค แต่โดยทั่วไป การผ่าตัดและการทำเคมีบำบัดถือเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่แพทย์มักพิจารณา ใช้ และในบางกรณีอาจมีการฉายรังสีร่วมด้วย

 

เนื่องจากการมองหาสัญญาณของการเป็นมะเร็งชนิดนี้ทำได้ค่อนข้างยากใน ระยะเริ่มต้นของโรค การป้องกันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง “หมั่นดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ลดอาหารที่ปรุงจากไขมันสัตว์ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และสูบบุหรี่ คือหลักการป้องกันเบื้องต้นเพราะการมีสุขภาพร่างกายที่ดีย่อมเป็นเสมือน เกราะป้องกันให้คุณห่างไกลจากโรคต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วย”

หลากเรื่องควรรู้

  • ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่อาจพัฒนาต่อไปเป็นมะเร็งโดยที่ไม่ปรากฏอาการใด ๆ เลย การตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
  • แม้ผู้มีประวัติครอบครัวจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และ ทวารหนักมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัว แต่ผู้ป่วยรายใหม่ถึงร้อยละ 75 ล้วนไม่เคยมีประวัติครอบครัวมาก่อนทั้งสิ้น (Myths & Facts about colorectal cancer by Richard Pazdur and Melanie E Royce, 2004)
  • ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่า โดยร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 50 ปี (ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์)
  • สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแล้ว ขนาดของก้อนมะเร็งไม่สำคัญเท่ากับความลึกที่ก้อนนั้นฝังลงในผนังลำไส้ ก้อนมะเร็งขนาดเล็กฝังลึก ร้ายแรงกว่าก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ที่อยู่ตื้นกว่า (Myths & Facts about colorectal cancer by Richard Pazdur and Melanie E Royce, 2004)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. จักรพันธ์ โอแสงธรรมนนท์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์


kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ (Hypogonadism)

ฮอร์โมนเพศต่ำและสุขภาพของผู้ชาย

ฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรน (Testosterone) มีบทบาทอะไรต่อสุขภาพของผู้ชาย

ฮอร์โมนเพศต่ำ
เทสโทสเตอร์โรนคือฮอร์โมนเพศที่สำคัญที่สุดของผู้ชาย มีหน้าที่สำคัญคือกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชาย และรักษาให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องความต้องการทางเพศ, การสร้างเชื้ออสุจิ, ปริมาณของขนเพชรและขนตามร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูก สมองจะควบคุมการสร้างเทสโทสเตอร์โรนซึ่งผลิตจากลูกอัณฑะ ภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำ หรือภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ เป็นสาเหตุของอาการต่างๆ ดังนี้

  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • ภาวะแข็งตัวได้ไม่สมบูรณ์ของอวัยวะเพศชาย
  • ปริมาณของตัวอสุจิมีจำนวนน้อย
  • หน้าอกโตขึ้น

หากทิ้งไว้นาน ภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำอาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ชายสูญเสียความสมบูรณ์ของ สุขภาพร่างกายบางอย่าง เช่น ปริมาณและการกระจายของขนตามร่โอางกาย, ขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, เกิดการสะสมไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) นอกจากนี้ยังทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลง เรี่ยวแรงลดลง และมีลูกอัณฑะเล็กลงด้วย

สาเหตุของอาการฮอร์โมนเพศชายต่ำคือ

อาการฮอร์โมนเพศชายต่ำอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การบาดเจ็บที่ลูกอัณฑะ (เช่น แผลบาดเจ็บ, การทำหมัน, การฉายรังสี หรือ การทำเคมีบำบัด)
  • การติดเชื้อที่ลูกอัณฑะ
  • ความผิดปกติทางด้านฮอร์โมน (เช่น โรคหรือเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง, ฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) อยู่ในระดับสูง)
  • โรคที่เกี่ยวกับระบบต่างๆ (เช่น โรคเอดส์ โรคตับและไตเรื้อรัง ไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดนี้)

การรักษาโรคด้วยยาบางชนิด และโรคที่เกิดจากพันธุกรรม (เช่น Klinefelter syndrome, hemochromatosis, Kallmann syndrome, Prader-Willi syndrome และ Mytonic dystrophy) อาจเป็นสาเหตุของภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำได้ ชายสูงอายุส่วนใหญ่จะมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนอยู่ในระดับต่ำ และหลายๆ คนในจำนวนนั้นก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีสาเหตุจากอะไร

ตรวจวินิจฉัยภาวะฮอร์โมนเพศต่ำได้อย่างไร

แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อดูการกระจายของขนตามร่างกายว่าเป็นไปตามลักษณะของ เพศชายหรือไม่ ตรวจขนาดของหน้าอก ความสม่ำเสมอและขนาดของอัณฑะ ถุงอัณฑะ และอวัยวะเพศด้วย นอกจากนี้ แพทย์ก็จะตรวจเลือดเพื่อประเมินว่าค่าแสดงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของคุณอยู่ใน ระดับปกติหรือไม่ ในการเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินภาวะฮอร์โมนเพศต่ำนั้น คุณอาจต้องใช้เวลาในการตรวจมากกว่า 1 วันในช่วงเช้า (7:00-10:00 น.) มากกว่า 1 ครั้ง เพื่อตรวจเลือด และการตรวจอื่นๆ เพื่อวัดค่าฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ที่อาจมีร่วมด้วย

ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำรักษาได้อย่างไร

การรักษาแบบให้ฮอร์โมนเสริมจะสามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพโดยทั่วๆ ไปของผู้ชายดีขึ้นได้ เช่น เพิ่มความรู้สึกทางอารมณ์และการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น มีพลังและความกระฉับกระเฉงมากขึ้น และยังพัฒนาเรื่องต่างๆ นี้ให้มากขึ้นด้วย ได้แก่ ความสนใจในเรื่องทางเพศ การงอกของขนตามร่างกาย ความหนาแน่นของกระดูก และมวลกล้ามเนื้อ วิธีการรักษาแบบเสริมฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีหลายวิธี ได้แก่

  • การฉีด
  • การแปะแผ่นที่ผิวหนัง
  • การทาเจล
  • การให้ยารับประทาน

วิธีการใดเป็นวิธีที่ดีที่สุดนั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ ฮอร์โมนเพศต่ำ ความชอบและความอดทนของผู้ป่วย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานสากลเพื่อให้บรรลุผลที่ดีที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

โอเย‬ อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ส่งผลโดยตรงกับการทำงานของระบบอวัยวะภายในของสุภาพบุรุษ ที่มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่อการเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของสุภาพ บุรุษอย่างยิ่ง คือ ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งผลิตโดยตรงจาก อัณฑะและต่อมหมวกไต

oyebanner

อาการมะเร็งเต้านม การป้องกันและตรวจรักษามะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม

breast_cancer_to201261995854715

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้ บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

 

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

  • อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
  • การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย
  • การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด มะเร็งเต้านม
  • ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง

อาการ

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน
  • บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล
  • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม
  • มีอาการปวดบริเวณเต้านม

การตรวจประเมินเบื้องต้น

การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็ง เต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้

  • การคลำเต้านมด้วยตนเอง
  • การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
  • การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น

ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้

  • การตรวจทางรังสีวิทยา
    • การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography)
    • การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound)
    • การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI)
  • การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy)
  • การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจเพิ่มเติม
    • การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก
    • การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan)
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง

การรักษา

การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน
  • การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

มะเร็งปอด อาการมะเร็งปอด การรักษามะเร็งปอด

มะเร็งปอดเป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั้งเพศชายและเพศหญิง อย่างไรก็ดี มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะต้น

ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่ สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย  มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบ ได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากจะรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
  • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่จะแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอด

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด เช่น

  • บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมากที่สุด ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่
  • การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ  รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ
  • อายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอด มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่

อาการของโรค

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
  • มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
  • ไอมีเลือดปน
  • เสียงแหบ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
  • เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดย เร็วที่สุด

ระยะของมะเร็งปอด

ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษา เพราะจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรคหรือการมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
    • ระยะจำกัดของขนาดมะเร็ง (limited stage) เป็นระยะที่มะเร็งจะอยู่ในบริเวณปอดเท่านั้น
    • ระยะการแพร่กระจาย (extensive stage) เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก แบ่งเป็น 4 ระยะ
          ระยะที่ 1
พบมะเร็งเฉพาะที่บริเวณปอดเท่านั้น ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
          ระยะที่ 2
            – ระยะที่ 2A
มะเร็งมีขนาดเล็กและพบแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด
            – ระยะที่ 2B
มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้ว ปอด หรือ เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น เช่น ที่ผนังทรวงอก
          ระยะที่ 3
            – ระยะที่ 3A
เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอื่นที่ห่างจากปอด หรือ พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองรอบๆ ปอด และเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังผนังทรวงอกหรือบริเวณกลางช่องอก
            – ระยะที่ 3B
เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองอีกด้านของช่องอกหรือต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า หรือ มีเนื้องอกมากกว่า 1 ก้อนในปอด หรือ เนื้องอกเจริญเติบโตในอีกด้านของช่องอก เช่น หัวใจ หลอดอาหาร หรือ มีของเหลวที่มีเซลล์มะเร็งอยู่รอบๆ ปอด
          ระยะที่ 4
มะเร็งได้กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ กระดูก สมอง

การรักษามะเร็งปอด

สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

  1. การผ่าตัด
  • มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอก ออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
  • โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
  • วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A
  1. การฉายรังสี (radiotherapy)
  • เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
  • วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว
  • การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
  1. การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยากำจัด และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด
  1. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy)
  • เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ
  • ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด
  1. การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้ มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลตนเองภายหลังการรักษา

  • หากยังสูบบุหรี่อยู่ ควรหยุดทันที
  • เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้น ควรออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 15-30 นาที เพื่อส่งเสริมการทำงานของปอดและหัวใจให้ดีขึ้น
  • พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและป้องกันการเกิดมะเร็งที่อวัยวะอื่น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

รู้จักกับมะเร็งท่อน้ำดี อาการมะเร็งท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังของท่อทาง เดินน้ำดีซึ่งรวมถึงท่อน้ำดีภายในตับและท่อน้ำดีภายนอกตับ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ในประเทศไทยโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบๆ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ

มะเร็งท่อน้ำดี

 

ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีสามารถแบ่งออกตามตำแหน่งของมะเร็งได้ 2 ชนิด คือ

  • มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ เกิดจากเซลล์ของเยื่อบุท่อน้ำดีในตับและขยายออกสู่เนื้อตับข้างๆ ทำให้มีลักษณะคล้ายมะเร็งตับ จึงเป็นโรคที่มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นมะเร็งตับ
  • มะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ จะเกิดที่ท่อน้ำดีใหญ่ตั้งแต่ขั้วตับจนถึงท่อน้ำดีร่วมส่วนปลาย มะเร็งชนิดนี้ทำให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำดี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ปัจจัยเสี่ยง

ในประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีที่สำคัญโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ได้แก่ การรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบๆ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่ในท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดี โรคพยาธิ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจมีผลทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีมีดังนี้

  • ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
  • โรคของระบบทางเดินน้ำดี
  • มีนิ่วในตับ
  • โรคทางพันธุกรรมผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคมีถุงน้ำผิดปกติในระบบทางเดินน้ำดี

 

อาการ

โดยส่วนใหญ่มะเร็งท่อน้ำดีในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามมากแล้วอาจมีอาการแสดงได้ เช่น

  • อาการตัวเหลืองตาเหลืองซึ่งเกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดี
  • มีอาการไม่สบายในท้อง อึดอัด แน่นท้อง
  • ปวดท้องส่วนบนบริเวณใต้ชายโครงขวา อาจมีอาการปวดหลังและไหล่ร่วมด้วย
  • มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
  • คันบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย
  • อุจจาระมีสีซีดและปัสสาวะมีสีเข้ม
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • คลำหน้าท้องพบตับโต

การวินิจฉัยโรค

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและสารบ่งชี้มะเร็ง
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ตับและช่องท้องส่วนบน
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

 

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดี

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีแพทย์จะพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดี
    • การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดีและเพิ่มอัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยได้
    • การผ่าตัดระบายท่อน้ำดี ในผู้ป่วยที่คาดว่าสามารถผ่าตัดเนื้องอกได้แต่ในขณะที่ผ่าตัดพบว่าระยะโรค ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ ควรได้รับการผ่าตัดระบายท่อน้ำดีเพื่อรักษาอาการคันและตัวเหลืองตาเหลือง
  • การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography: ERCP) ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกได้หรือผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการ ผ่าตัดได้
  • เคมีบำบัด/รังสีรักษา ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอามะเร็งออกได้หมด หรือใช้ในการรักษาหลังผ่าตัดเพื่อเพิ่มโอกาสการหายขาด

การติดตามผลการรักษา

ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามผลการรักษาโดยวิธีสังเกตอาการและตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทุก 3-6 เดือนจนครบ 2 ปี  ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามผลการรักษาโดยวิธีสังเกตอาการและตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทุก 3-6 เดือนจนครบ 2 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c banner copyคอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

 

 

 

ไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ NAFLD เป็นชื่อเรียกรวมของความผิดปกติที่เกิดกับตับซึ่งเริ่มจากไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะตับวายและมะเร็งตับ
ไขมันพอกตับ
จะเห็นได้ว่าความผิดปกติและพัฒนาการของโรคเกิดขึ้นเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรค ตับกลุ่มที่ดื่มสุราเป็นประจำ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับภาวะไขมันพอกตับในผู้ไม่ดื่มสุราก็คือผู้ป่วยมักจะไม่ ทราบมาก่อนว่าเกิดความผิดปกติกับตับของตนเข้าแล้ว เลยไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจจะรักษาจนกระทั่งตรวจพบโดยบังเอิญ”

ปัจจุบัน ประเทศไทย พบภาวะไขมันพอกตับได้มากขึ้นตามแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเมตาโบลิกซินโดรม ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในโลหิตสูงซึ่งมักจะเกิดขึ้นในวัยกลางคนอายุประมาณ 45 ถึง 50 ปีขึ้นไป ที่อัตราการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง

ภาวะไขมันพอกตับ แบ่งระยะการดำเนินโรคได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก เป็นระยะมีไขมันก่อตัวอยู่ในเนื้อตับ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลใด ๆ กล่าวคือ ไม่มีการอักเสบ หรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ
  • ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ ในระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดี และปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 6 เดือนกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
  • ระยะที่สาม การอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อย ๆ ถูกทำลายลง
  • ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป ตับแข็ง และอาจกลายเป็นมะเร็งตับ

พญ.วิภากรอธิบายเพิ่มว่า “เนื่องจากโรคตับนั้นเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า กล่าวคือ เมื่อเกิดภาวะไขมันพอกตับแล้ว ไม่ใช่ว่าใช้เวลาแค่ 1 หรือ 2 ปีจะเกิดปัญหา ต้องใช้เวลานานกว่าโรคจะดำเนินไปอีกขั้น เช่น หากมีปัญหาตับอักเสบติดต่อกันนานเกินกว่า 6 เดือน จัดว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และกว่าที่จะพัฒนาต่อไปเป็นโรคตับแข็งขั้นที่ 1 ก็อาจใช้เวลาเป็น 10 ปี แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อไปเป็นขั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งก็จะมีอาการบ่งชี้เพิ่มเติม คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีน้ำในท้องมากขึ้น จนถึงระยะสุดท้ายคือความรู้สึกตัวลดลง อันนี้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของตับแย่ลง”

สำหรับสาเหตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเมตาโบลิกซินโดรม ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับประทานยาบางชนิด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีไขมันมาพอกตับมากขึ้น อาทิ ยากลุ่มเสตียรอยด์ ยากลุ่มที่เป็นฮอร์โมนทดแทน เป็นต้น

การวินิจฉัย

โดยทั่วไปเมื่อเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นมา ส่วนมากแล้วจะไม่มีอาการทางร่างกายแต่อย่างใด หรืออาจมีอาการแต่เป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ “ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการ บางรายมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แทบไม่เป็นที่สังเกต เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เล็กน้อย ตึง ๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา ตอนนี้ถ้าตรวจเลือดดูจะพบว่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ซึ่งแสดงถึงภาวะตับอักเสบ และเนื่องจากภาวะไขมันพอกตับนี้แทบจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนมากมักจะพบความผิดปกติเมื่อมารับการตรวจสุขภาพประจำปี” พญ.วิภากร กล่าว

นอกจากการตรวจเลือดซึ่งจะทำให้แพทย์ทราบถึงระดับน้ำตาล ไขมัน และค่าเอนไซม์ของตับแล้ว การวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับยังสามารถทำได้โดยการตรวจอัลตร้าซาวด์ ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ ซึ่งจะช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้

การรักษา

แม้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับจะมีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า แต่การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่มก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการให้การรักษาที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย เป้าหมายของการรักษาอยู่ที่การลดไขมันสะสมและลดการอักเสบของตับในรายที่มี การอักเสบร่วมด้วย เพื่อหยุดยั้งการดำเนินโรคต่อไป

“แม้ว่าแพทย์จะพบการอักเสบของตับจากการตรวจเลือด และพบภาวะไขมันพอกตับจากการทำอัลตร้าซาวด์ แพทย์จะยังไม่สรุปว่าการอักเสบของตับเป็นผลโดยตรงจากภาวะไขมันพอกตับจนกว่า จะตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้อีก อาทิ ไวรัสตับอักเสบ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรือโรคที่มีเหล็กและทองแดงสะสมในร่างกายมากเกินไป หรือการที่ผู้ป่วยรับประทานยาที่มีผลต่อตับ เช่น พวกอาหารเสริม ยาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งเมื่อหยุดยาเหล่านี้แล้วการอักเสบของตับอาจหายไปเองก็เป็นได้ แม้ผู้ป่วยจะยังมีไขมันพอกตับอยู่” พญ.วิภากร กล่าว

“ผู้ป่วยที่มีไขมันในตับแต่ไม่ได้มีตับอักเสบก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา เพียงลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดอาหารหวาน อาหารมัน อย่ารับประทานแป้งมาก ไขมันในตับก็จะลดลงไปได้” พญ.วิภากร อธิบาย “ส่วนมากผู้ป่วยที่มาพบหมอ และได้รับคำแนะนำให้กลับไปลดน้ำหนักนั้นจะทำไม่ค่อยได้

หมอจึงต้องให้ยาช่วยซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น ยากลุ่มที่ช่วยเรื่องเบาหวานและลดไขมันในตับร่วมกันซึ่งไม่เหมือนกับยาเบา หวานทั่วไป หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงก็ต้องได้รับยาที่ช่วยเรื่อง ความดันโลหิตสูงที่ช่วยลดไขมันในตับด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือด แต่จะให้ดีที่สุดก็คือ ลดอาหารหวาน ลดอาหารมัน และออกกำลังกายค่ะ”

ลดความเสี่ยง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เนื่องจากสาเหตุหนึ่งของภาวะไขมันพอกตับเกี่ยวข้องกับเมตาโบลิกซินโดรม อาทิ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่สามารถ ควบคุมให้ดีขึ้นได้ ส่งผลให้ภาวะไขมันพอกตับดีขึ้นตามมา

พญ.วิภากรแนะนำแนวทางการป้องกันตัวเอง และลดความเสี่ยงไว้ ดังนี้

  • พยายามลดลดน้ำหนักให้ได้ แต่ต้องอยู่ในระดับปลอดภัย เช่น สัปดาห์ละไม่เกิน 0.5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน และไขมันในเลือดสูงต้องควบคุมโรคให้ดี ทั้งนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของยา การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย
  • ลด และเลิกการดื่มสุรา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้ตับมากยิ่งขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาหารเสริมประเภทน้ำมันต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส และสมุนไพรต่าง ๆ
  • ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ เช่น ตรวจดูว่าตนมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ หากไม่มีควรฉีดวัคซีน มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องทำฟันและทำเล็บ
  • อย่าละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี ผู้ป่วยไขมันพอกตับส่วนมากจะทราบเมื่อมารับการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผลการตรวจแสดงค่าเอนไซม์ของตับ (AST และ ALT) ผิดปกติ (มากกว่า 40)

การดูแลสุขภาพตับ ไม่ได้ต้องการมากไปกว่าการดูแลสุขภาพร่างกายตามปกติดังที่กล่าวข้างต้น มาถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่ผู้ดื่มสุราและผู้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเท่านั้นที่ต้อง ระวังเรื่องภาวะไขมันพอกตับ แม้ผู้ที่มีน้ำหนักปกติแต่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่รับประทานยาและอาหารเสริมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องระวังให้มากไม่แพ้กัน

สัญญาณต่อไปนี้ อาจบ่งชี้ว่าตับของคุณเริ่มมีปัญหา

  • คุณมีน้ำหนักมาก และมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง
  • คุณลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่ลง
  • คุณมีระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
  • คุณเป็นเบาหวาน
  • คุณรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลีย
  • คุณรู้สึกเจ็บตึง ๆ ที่ชายโครงขวา
  • คุณมีอาการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ลงและคลื่นไส้เป็นบางครั้ง

คุณทราบหรือไม่

  • ภาวะไขมันพอกตับพบได้บ่อย โดยในสหรัฐอเมริกาพบประมาณร้อยละ 15 ถึง 20 ของจำนวนประชากร (U.S. Liver Foundation)
  • ในประเทศไทย อัตราของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งของภาวะ ไขมันพอกตับที่พบในประชากรที่มีอายุตั้งเเต่ 35 ปีขึ้นไปทั้งเก่าเเละใหม่ อยู่ที่ร้อยละ 9.6 (2547: สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน)
  • ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่าร้อยละ 50 ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาทิ คนอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีไขมันในเลือดสูง มีภาวะไขมันพอกตับถึงร้อยละ 90 ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 กลายเป็นโรคตับแข็ง (MedicineNet)
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับสามารถฟื้นฟูสภาพตับให้กลับมาดีขึ้นได้ ด้วยการลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 9 (American Gastroenterological Association)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Better Health

kontrol d banner copy

มะเร็งตับ (Liver Cancer)

มารู้จักตัวการร้ายก่อมะเร็งตับ โรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย เพื่อรู้ทันสัญญาณอันตรายและวิธีป้องกันแต่เนิ่นๆ

มะเร็งตับ

มะเร็งตับเป็นโรคที่มีความสำคัญ ที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มาก ที่สุดโรคหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการแสดง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

ชนิดของมะเร็งตับ

  • มะเร็งของเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกและพบมากที่สุดในประเทศไทย
  • มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (cholangiocarcinoma)

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

  • ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไวรัสตับอักเสบ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี
  • สารพิษอะฟลาท็อกซินซึ่งปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิกต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดไขมันเกาะตับและเป็นตับแข็งตามมา
  • การได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศชายเป็นเวลานาน

อาการ

  • มะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการดังนี้
  • ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
  • ท้องบวมขึ้น
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

การวินิจฉัยโรค

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein)
  • การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษา

การรักษามะเร็งตับจะขึ้นกับสภาวะความรุนแรงของโรค ขนาดและลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ ละราย

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะทำได้ในกรณีที่ก้อนในตับมีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และผู้ป่วยต้องมีอายุน้อยกว่า 70 ปี

การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก 90% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็ง ตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลา 3-6 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีควรต้องเข้ารับการตรวจการทำ งานของตับและตรวจคัดกรองมะเร็งตับโดยการเจาะเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein) และตรวจอัลตราซาวนด์ตับทุก 3 เดือน

ขอขอบคุณบทความจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c banner copy

 

รู้จักกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การรักษา และการป้องกัน

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร?
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งซึ่งในปัจจุบันยัง ไม่ทราบต้นเหตุที่แท้จริงของโรค แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม, การสูบบุหรี่, และภูมิคุ้มกันในร่างกายซึ่งผิดปกติไป ก่อให้เกิดเยื่อบุข้อหนาตัวผิดปกติ เกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อและเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ขึ้นในที่สุด

Rumatoi1

อาการของ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและบวมที่ข้อ โดยมากจะเริ่มต้นที่ข้อมือและข้อนิ้วมือก่อน ต่อมาอาจลามไปยังข้ออื่น ๆ ทั่วร่างกายเช่นข้อศอก, ข้อไหล่, ข้อนิ้วเท้า, ข้อเท้า
และข้อเข่า เป็นต้น บางรายอาจมีอาการเริ่มแรกเป็นอาการฝืดตึงตามข้อโดยเฉพาะหลังตื่นนอนในตอน เช้า ในบางรายอาจเกิดข้อผิดรูปร่างได้ ผู้ป่วยส่วนน้อย
อาจมีอาการนอกเหนือจากอาการทางข้อได้ เช่น กระดูกคอส่วนต้นเคลื่อน กระดูกพรุน โลหิตจาง โรคปอดและหัวใจ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรมาพบแพทย์สม่ำเสมอ

โรครูมาตอย

วิธีการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วจึงส่งตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม
เช่นการเจาะตรวจน้ำไขข้อ เนื่องจากมีโรคบางโรคที่อาจมีลักษณะคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

วิธีการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ยาที่ใช้ในการรักษาแบ่งออกเป็นสองประเภท ยาประเภทแรกเป็นยาแก้ปวด ยาประเภทที่สองเป็นยาปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันซึ่งมีผลช่วยลดการถูกทำลายของ ข้อในระยะยาว ยาประเภทที่สองนี้จัดเป็นยาที่สำคัญมากสำหรับโรคนี้ โดยแพทย์อาจใช้ยาทั้งสองประเภทควบคู่กัน และปรับขนาดตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับข้อที่ผิดรูปร่างไปแล้วอาจต้องอาศัยการผ่าตัดในกรณีที่ข้อนั้น ๆ มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย นอกจากนี้การบริหารร่างกายที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข้อติดยึดรวมถึงการทำ กายภาพบำบัดก็เป็นการรักษาร่วมที่สำคัญ

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ และต้องรักษาไปนานเท่าใด
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาว โรคนี้ถึงแม้จะไม่หายขาดแต่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นใกล้เคียงกับปกติได้
โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งและมาตรวจอย่างสม่ำเสมอ นอกจากอาการทางข้อแล้วแพทย์ยังต้องตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังผลข้าง เคียง
ทั้งจากตัวโรคเองและจากยาที่ใช้รักษา

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก:นพ.สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติ  อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม

จากการสันนิษฐานถึงสาเหตุของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ ภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกติ คอนโทรล ดี (kontrol d) อีกหนึ่งทางเลือกของการบำรุงร่างกายผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งคอนโทรล ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ว่า สามารถลดการอักเสบและเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ภูมิต้านทานได้ คอนโทรล จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

kontrol d banner copy

 

หน้าแรก คอนโทรล ดี (KONTROL D) คอนโทรล ซี (KONTROL C) Sitemap