คอนโทรลอาหารเสริม กับ มะเร็ง,เบาหวาน,ริดสีดวงทวาร,ลดคลอเลสเตอรอล คอนโทรล ดี (KONTROL D) และ คอนโทรล ซี (KONTROL C) อาหารเสริม นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโตคอนเดรีย

อาหารเสริมมะเร็ง,อาหารเสริมเบาหวาน,อาหารเสริมโรคไต,อาหารเสริมความดันโลหิตสูง

คอนโทรล ดี และ คอนโทรล ซี อาหารเสริมต้านมะเร็ง นวัตกรรมอาหารเสริมเพื่อไมโทคอนเดรีย เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพและผู้ป่วยมะเร็ง เบาหวาน ภูมิแพ้ เก๊าท์ รูมาตอย โรคตับ โรคไต ช่วยลดไขมันส่วนเกิน สะเก็ดเงิน พาร์กินสัน ไวรัสตับอักเสบบี อัมพฤกษ์ อัมพาต

ดร.พงษ์ศักดิ์ ละไมพิศ ปฐมบทแห่งชีวิตและต้นเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บ

 

คอนโทรล นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย อาหารเสริมที่แตกต่างด้วยคุณสมบัติ 5 ประการที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับรองว่า

koltrol D copy

1.  ผลิตภัณฑ์คอนโทรล ดี ไม่พบการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์
2.  ปลอดภัยต่อการบริโภค เด็กและสตรีมีครรภ์รับประทานได้ โดยมีค่า LD50 ที่มากกว่า 15,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวของหนูขาว เป็นระดับที่ไม่มีอันตรายในการบริโภค จึงสามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ป่วยและสตรีมีครรภ์ก็สามารถรับประทานคอนโทรลได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่าง กายแต่ประการใด(อ่านบทความเกี่ยวกับ LD50 เพิ่มเติมได้ที่นี่)

3.  มีผลยับยั้งการอักเสบได้สูงสุด 47.5 % ในชั่วโมงที่ 2
4 . มีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านชนิด NK cell เซลล์ต้านมะเร็งสูงถึง 99.99%

5.  มีผลต่อการเผาผลาญคลอเลสเตอรอล  สูงถึง 99.95%

kontrol c copy

สอบถามข้อเพิ่มเติม โทร.089-447-5597 อรนุช

อาการมะเร็งเต้านม การป้องกันและตรวจรักษามะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม

breast_cancer_to201261995854715

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้ บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

 

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

  • อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง
  • มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
  • การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย
  • การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด มะเร็งเต้านม
  • ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง

อาการ

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน
  • บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล
  • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม
  • มีอาการปวดบริเวณเต้านม

การตรวจประเมินเบื้องต้น

การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็ง เต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้

  • การคลำเต้านมด้วยตนเอง
  • การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
  • การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น

ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้

  • การตรวจทางรังสีวิทยา
    • การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography)
    • การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound)
    • การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI)
  • การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy)
  • การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจเพิ่มเติม
    • การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก
    • การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan)
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง

การรักษา

การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน
  • การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

มะเร็งปอด อาการมะเร็งปอด การรักษามะเร็งปอด

มะเร็งปอดเป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั้งเพศชายและเพศหญิง อย่างไรก็ดี มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะต้น

ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่ สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย  มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบ ได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากจะรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
  • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่จะแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอด

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด เช่น

  • บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมากที่สุด ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่
  • การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ  รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ
  • อายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอด มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่

อาการของโรค

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
  • มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
  • ไอมีเลือดปน
  • เสียงแหบ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
  • เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดย เร็วที่สุด

ระยะของมะเร็งปอด

ระยะของมะเร็งกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ระยะของมะเร็งมีความสำคัญต่อการรักษา เพราะจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อการหายของโรคหรือการมีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
    • ระยะจำกัดของขนาดมะเร็ง (limited stage) เป็นระยะที่มะเร็งจะอยู่ในบริเวณปอดเท่านั้น
    • ระยะการแพร่กระจาย (extensive stage) เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระยะของมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก แบ่งเป็น 4 ระยะ
          ระยะที่ 1
พบมะเร็งเฉพาะที่บริเวณปอดเท่านั้น ไม่พบในต่อมน้ำเหลือง และยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
          ระยะที่ 2
            – ระยะที่ 2A
มะเร็งมีขนาดเล็กและพบแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด
            – ระยะที่ 2B
มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขั้ว ปอด หรือ เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น เช่น ที่ผนังทรวงอก
          ระยะที่ 3
            – ระยะที่ 3A
เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอื่นที่ห่างจากปอด หรือ พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองรอบๆ ปอด และเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังผนังทรวงอกหรือบริเวณกลางช่องอก
            – ระยะที่ 3B
เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองอีกด้านของช่องอกหรือต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า หรือ มีเนื้องอกมากกว่า 1 ก้อนในปอด หรือ เนื้องอกเจริญเติบโตในอีกด้านของช่องอก เช่น หัวใจ หลอดอาหาร หรือ มีของเหลวที่มีเซลล์มะเร็งอยู่รอบๆ ปอด
          ระยะที่ 4
มะเร็งได้กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ กระดูก สมอง

การรักษามะเร็งปอด

สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

  1. การผ่าตัด
  • มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอก ออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
  • โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
  • วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A
  1. การฉายรังสี (radiotherapy)
  • เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
  • วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว
  • การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
  1. การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยากำจัด และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด
  1. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy)
  • เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ
  • ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด
  1. การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้ มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลตนเองภายหลังการรักษา

  • หากยังสูบบุหรี่อยู่ ควรหยุดทันที
  • เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้น ควรออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 15-30 นาที เพื่อส่งเสริมการทำงานของปอดและหัวใจให้ดีขึ้น
  • พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและป้องกันการเกิดมะเร็งที่อวัยวะอื่น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c copy

คอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

รู้จักกับมะเร็งท่อน้ำดี อาการมะเร็งท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังของท่อทาง เดินน้ำดีซึ่งรวมถึงท่อน้ำดีภายในตับและท่อน้ำดีภายนอกตับ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ในประเทศไทยโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบๆ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ

มะเร็งท่อน้ำดี

 

ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีสามารถแบ่งออกตามตำแหน่งของมะเร็งได้ 2 ชนิด คือ

  • มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ เกิดจากเซลล์ของเยื่อบุท่อน้ำดีในตับและขยายออกสู่เนื้อตับข้างๆ ทำให้มีลักษณะคล้ายมะเร็งตับ จึงเป็นโรคที่มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นมะเร็งตับ
  • มะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ จะเกิดที่ท่อน้ำดีใหญ่ตั้งแต่ขั้วตับจนถึงท่อน้ำดีร่วมส่วนปลาย มะเร็งชนิดนี้ทำให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำดี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ปัจจัยเสี่ยง

ในประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีที่สำคัญโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ได้แก่ การรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบๆ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่ในท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดี โรคพยาธิ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจมีผลทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีมีดังนี้

  • ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
  • โรคของระบบทางเดินน้ำดี
  • มีนิ่วในตับ
  • โรคทางพันธุกรรมผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคมีถุงน้ำผิดปกติในระบบทางเดินน้ำดี

 

อาการ

โดยส่วนใหญ่มะเร็งท่อน้ำดีในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามมากแล้วอาจมีอาการแสดงได้ เช่น

  • อาการตัวเหลืองตาเหลืองซึ่งเกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดี
  • มีอาการไม่สบายในท้อง อึดอัด แน่นท้อง
  • ปวดท้องส่วนบนบริเวณใต้ชายโครงขวา อาจมีอาการปวดหลังและไหล่ร่วมด้วย
  • มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
  • คันบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย
  • อุจจาระมีสีซีดและปัสสาวะมีสีเข้ม
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • คลำหน้าท้องพบตับโต

การวินิจฉัยโรค

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและสารบ่งชี้มะเร็ง
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ตับและช่องท้องส่วนบน
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

 

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดี

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีแพทย์จะพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดี
    • การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดีและเพิ่มอัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยได้
    • การผ่าตัดระบายท่อน้ำดี ในผู้ป่วยที่คาดว่าสามารถผ่าตัดเนื้องอกได้แต่ในขณะที่ผ่าตัดพบว่าระยะโรค ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ ควรได้รับการผ่าตัดระบายท่อน้ำดีเพื่อรักษาอาการคันและตัวเหลืองตาเหลือง
  • การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography: ERCP) ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกได้หรือผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการ ผ่าตัดได้
  • เคมีบำบัด/รังสีรักษา ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอามะเร็งออกได้หมด หรือใช้ในการรักษาหลังผ่าตัดเพื่อเพิ่มโอกาสการหายขาด

การติดตามผลการรักษา

ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามผลการรักษาโดยวิธีสังเกตอาการและตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทุก 3-6 เดือนจนครบ 2 ปี  ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามผลการรักษาโดยวิธีสังเกตอาการและตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทุก 3-6 เดือนจนครบ 2 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c banner copyคอนโทรล อาหารเสริมต้านมะเร็ง อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน อาหารเสริมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ว.ว) รับรองว่า สามารถเพิ่มการแบ่งเซลล์ภูมิต้าทานชนิด NK-CELL ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้

 

 

 

ไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ NAFLD เป็นชื่อเรียกรวมของความผิดปกติที่เกิดกับตับซึ่งเริ่มจากไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะตับวายและมะเร็งตับ
ไขมันพอกตับ
จะเห็นได้ว่าความผิดปกติและพัฒนาการของโรคเกิดขึ้นเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรค ตับกลุ่มที่ดื่มสุราเป็นประจำ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับภาวะไขมันพอกตับในผู้ไม่ดื่มสุราก็คือผู้ป่วยมักจะไม่ ทราบมาก่อนว่าเกิดความผิดปกติกับตับของตนเข้าแล้ว เลยไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจจะรักษาจนกระทั่งตรวจพบโดยบังเอิญ”

ปัจจุบัน ประเทศไทย พบภาวะไขมันพอกตับได้มากขึ้นตามแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเมตาโบลิกซินโดรม ซึ่งได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในโลหิตสูงซึ่งมักจะเกิดขึ้นในวัยกลางคนอายุประมาณ 45 ถึง 50 ปีขึ้นไป ที่อัตราการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง

ภาวะไขมันพอกตับ แบ่งระยะการดำเนินโรคได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก เป็นระยะมีไขมันก่อตัวอยู่ในเนื้อตับ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลใด ๆ กล่าวคือ ไม่มีการอักเสบ หรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ
  • ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ ในระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดี และปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 6 เดือนกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
  • ระยะที่สาม การอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อย ๆ ถูกทำลายลง
  • ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป ตับแข็ง และอาจกลายเป็นมะเร็งตับ

พญ.วิภากรอธิบายเพิ่มว่า “เนื่องจากโรคตับนั้นเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า กล่าวคือ เมื่อเกิดภาวะไขมันพอกตับแล้ว ไม่ใช่ว่าใช้เวลาแค่ 1 หรือ 2 ปีจะเกิดปัญหา ต้องใช้เวลานานกว่าโรคจะดำเนินไปอีกขั้น เช่น หากมีปัญหาตับอักเสบติดต่อกันนานเกินกว่า 6 เดือน จัดว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และกว่าที่จะพัฒนาต่อไปเป็นโรคตับแข็งขั้นที่ 1 ก็อาจใช้เวลาเป็น 10 ปี แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อไปเป็นขั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งก็จะมีอาการบ่งชี้เพิ่มเติม คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีน้ำในท้องมากขึ้น จนถึงระยะสุดท้ายคือความรู้สึกตัวลดลง อันนี้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของตับแย่ลง”

สำหรับสาเหตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเมตาโบลิกซินโดรม ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับประทานยาบางชนิด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีไขมันมาพอกตับมากขึ้น อาทิ ยากลุ่มเสตียรอยด์ ยากลุ่มที่เป็นฮอร์โมนทดแทน เป็นต้น

การวินิจฉัย

โดยทั่วไปเมื่อเกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นมา ส่วนมากแล้วจะไม่มีอาการทางร่างกายแต่อย่างใด หรืออาจมีอาการแต่เป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ “ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการ บางรายมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แทบไม่เป็นที่สังเกต เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เล็กน้อย ตึง ๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา ตอนนี้ถ้าตรวจเลือดดูจะพบว่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ซึ่งแสดงถึงภาวะตับอักเสบ และเนื่องจากภาวะไขมันพอกตับนี้แทบจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนมากมักจะพบความผิดปกติเมื่อมารับการตรวจสุขภาพประจำปี” พญ.วิภากร กล่าว

นอกจากการตรวจเลือดซึ่งจะทำให้แพทย์ทราบถึงระดับน้ำตาล ไขมัน และค่าเอนไซม์ของตับแล้ว การวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับยังสามารถทำได้โดยการตรวจอัลตร้าซาวด์ ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ ซึ่งจะช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้

การรักษา

แม้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับจะมีการดำเนินโรคค่อนข้างช้า แต่การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่มก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการให้การรักษาที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย เป้าหมายของการรักษาอยู่ที่การลดไขมันสะสมและลดการอักเสบของตับในรายที่มี การอักเสบร่วมด้วย เพื่อหยุดยั้งการดำเนินโรคต่อไป

“แม้ว่าแพทย์จะพบการอักเสบของตับจากการตรวจเลือด และพบภาวะไขมันพอกตับจากการทำอัลตร้าซาวด์ แพทย์จะยังไม่สรุปว่าการอักเสบของตับเป็นผลโดยตรงจากภาวะไขมันพอกตับจนกว่า จะตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้อีก อาทิ ไวรัสตับอักเสบ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรือโรคที่มีเหล็กและทองแดงสะสมในร่างกายมากเกินไป หรือการที่ผู้ป่วยรับประทานยาที่มีผลต่อตับ เช่น พวกอาหารเสริม ยาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งเมื่อหยุดยาเหล่านี้แล้วการอักเสบของตับอาจหายไปเองก็เป็นได้ แม้ผู้ป่วยจะยังมีไขมันพอกตับอยู่” พญ.วิภากร กล่าว

“ผู้ป่วยที่มีไขมันในตับแต่ไม่ได้มีตับอักเสบก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา เพียงลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดอาหารหวาน อาหารมัน อย่ารับประทานแป้งมาก ไขมันในตับก็จะลดลงไปได้” พญ.วิภากร อธิบาย “ส่วนมากผู้ป่วยที่มาพบหมอ และได้รับคำแนะนำให้กลับไปลดน้ำหนักนั้นจะทำไม่ค่อยได้

หมอจึงต้องให้ยาช่วยซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น ยากลุ่มที่ช่วยเรื่องเบาหวานและลดไขมันในตับร่วมกันซึ่งไม่เหมือนกับยาเบา หวานทั่วไป หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงก็ต้องได้รับยาที่ช่วยเรื่อง ความดันโลหิตสูงที่ช่วยลดไขมันในตับด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือด แต่จะให้ดีที่สุดก็คือ ลดอาหารหวาน ลดอาหารมัน และออกกำลังกายค่ะ”

ลดความเสี่ยง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เนื่องจากสาเหตุหนึ่งของภาวะไขมันพอกตับเกี่ยวข้องกับเมตาโบลิกซินโดรม อาทิ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่สามารถ ควบคุมให้ดีขึ้นได้ ส่งผลให้ภาวะไขมันพอกตับดีขึ้นตามมา

พญ.วิภากรแนะนำแนวทางการป้องกันตัวเอง และลดความเสี่ยงไว้ ดังนี้

  • พยายามลดลดน้ำหนักให้ได้ แต่ต้องอยู่ในระดับปลอดภัย เช่น สัปดาห์ละไม่เกิน 0.5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน และไขมันในเลือดสูงต้องควบคุมโรคให้ดี ทั้งนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของยา การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย
  • ลด และเลิกการดื่มสุรา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้ตับมากยิ่งขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาหารเสริมประเภทน้ำมันต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส และสมุนไพรต่าง ๆ
  • ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ เช่น ตรวจดูว่าตนมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ หากไม่มีควรฉีดวัคซีน มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องทำฟันและทำเล็บ
  • อย่าละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี ผู้ป่วยไขมันพอกตับส่วนมากจะทราบเมื่อมารับการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผลการตรวจแสดงค่าเอนไซม์ของตับ (AST และ ALT) ผิดปกติ (มากกว่า 40)

การดูแลสุขภาพตับ ไม่ได้ต้องการมากไปกว่าการดูแลสุขภาพร่างกายตามปกติดังที่กล่าวข้างต้น มาถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่ผู้ดื่มสุราและผู้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเท่านั้นที่ต้อง ระวังเรื่องภาวะไขมันพอกตับ แม้ผู้ที่มีน้ำหนักปกติแต่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่รับประทานยาและอาหารเสริมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องระวังให้มากไม่แพ้กัน

สัญญาณต่อไปนี้ อาจบ่งชี้ว่าตับของคุณเริ่มมีปัญหา

  • คุณมีน้ำหนักมาก และมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง
  • คุณลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่ลง
  • คุณมีระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
  • คุณเป็นเบาหวาน
  • คุณรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลีย
  • คุณรู้สึกเจ็บตึง ๆ ที่ชายโครงขวา
  • คุณมีอาการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ลงและคลื่นไส้เป็นบางครั้ง

คุณทราบหรือไม่

  • ภาวะไขมันพอกตับพบได้บ่อย โดยในสหรัฐอเมริกาพบประมาณร้อยละ 15 ถึง 20 ของจำนวนประชากร (U.S. Liver Foundation)
  • ในประเทศไทย อัตราของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งของภาวะ ไขมันพอกตับที่พบในประชากรที่มีอายุตั้งเเต่ 35 ปีขึ้นไปทั้งเก่าเเละใหม่ อยู่ที่ร้อยละ 9.6 (2547: สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน)
  • ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่าร้อยละ 50 ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาทิ คนอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีไขมันในเลือดสูง มีภาวะไขมันพอกตับถึงร้อยละ 90 ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 กลายเป็นโรคตับแข็ง (MedicineNet)
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับสามารถฟื้นฟูสภาพตับให้กลับมาดีขึ้นได้ ด้วยการลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 9 (American Gastroenterological Association)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Better Health

kontrol d banner copy

มะเร็งตับ (Liver Cancer)

มารู้จักตัวการร้ายก่อมะเร็งตับ โรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย เพื่อรู้ทันสัญญาณอันตรายและวิธีป้องกันแต่เนิ่นๆ

มะเร็งตับ

มะเร็งตับเป็นโรคที่มีความสำคัญ ที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มาก ที่สุดโรคหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการแสดง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

ชนิดของมะเร็งตับ

  • มะเร็งของเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกและพบมากที่สุดในประเทศไทย
  • มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (cholangiocarcinoma)

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

  • ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไวรัสตับอักเสบ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี
  • สารพิษอะฟลาท็อกซินซึ่งปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิกต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดไขมันเกาะตับและเป็นตับแข็งตามมา
  • การได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศชายเป็นเวลานาน

อาการ

  • มะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการดังนี้
  • ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
  • ท้องบวมขึ้น
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

การวินิจฉัยโรค

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein)
  • การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษา

การรักษามะเร็งตับจะขึ้นกับสภาวะความรุนแรงของโรค ขนาดและลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ ละราย

  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • เคมีบำบัด
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะทำได้ในกรณีที่ก้อนในตับมีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และผู้ป่วยต้องมีอายุน้อยกว่า 70 ปี

การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก 90% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็ง ตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลา 3-6 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีควรต้องเข้ารับการตรวจการทำ งานของตับและตรวจคัดกรองมะเร็งตับโดยการเจาะเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein) และตรวจอัลตราซาวนด์ตับทุก 3 เดือน

ขอขอบคุณบทความจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

kontrol c banner copy

 

รู้จักกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การรักษา และการป้องกัน

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร?
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งซึ่งในปัจจุบันยัง ไม่ทราบต้นเหตุที่แท้จริงของโรค แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม, การสูบบุหรี่, และภูมิคุ้มกันในร่างกายซึ่งผิดปกติไป ก่อให้เกิดเยื่อบุข้อหนาตัวผิดปกติ เกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อและเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ขึ้นในที่สุด

Rumatoi1

อาการของ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและบวมที่ข้อ โดยมากจะเริ่มต้นที่ข้อมือและข้อนิ้วมือก่อน ต่อมาอาจลามไปยังข้ออื่น ๆ ทั่วร่างกายเช่นข้อศอก, ข้อไหล่, ข้อนิ้วเท้า, ข้อเท้า
และข้อเข่า เป็นต้น บางรายอาจมีอาการเริ่มแรกเป็นอาการฝืดตึงตามข้อโดยเฉพาะหลังตื่นนอนในตอน เช้า ในบางรายอาจเกิดข้อผิดรูปร่างได้ ผู้ป่วยส่วนน้อย
อาจมีอาการนอกเหนือจากอาการทางข้อได้ เช่น กระดูกคอส่วนต้นเคลื่อน กระดูกพรุน โลหิตจาง โรคปอดและหัวใจ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรมาพบแพทย์สม่ำเสมอ

โรครูมาตอย

วิธีการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วจึงส่งตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม
เช่นการเจาะตรวจน้ำไขข้อ เนื่องจากมีโรคบางโรคที่อาจมีลักษณะคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

วิธีการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ยาที่ใช้ในการรักษาแบ่งออกเป็นสองประเภท ยาประเภทแรกเป็นยาแก้ปวด ยาประเภทที่สองเป็นยาปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันซึ่งมีผลช่วยลดการถูกทำลายของ ข้อในระยะยาว ยาประเภทที่สองนี้จัดเป็นยาที่สำคัญมากสำหรับโรคนี้ โดยแพทย์อาจใช้ยาทั้งสองประเภทควบคู่กัน และปรับขนาดตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับข้อที่ผิดรูปร่างไปแล้วอาจต้องอาศัยการผ่าตัดในกรณีที่ข้อนั้น ๆ มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย นอกจากนี้การบริหารร่างกายที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข้อติดยึดรวมถึงการทำ กายภาพบำบัดก็เป็นการรักษาร่วมที่สำคัญ

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ และต้องรักษาไปนานเท่าใด
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาว โรคนี้ถึงแม้จะไม่หายขาดแต่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นใกล้เคียงกับปกติได้
โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งและมาตรวจอย่างสม่ำเสมอ นอกจากอาการทางข้อแล้วแพทย์ยังต้องตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังผลข้าง เคียง
ทั้งจากตัวโรคเองและจากยาที่ใช้รักษา

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก:นพ.สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติ  อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม

จากการสันนิษฐานถึงสาเหตุของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ ภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกติ คอนโทรล ดี (kontrol d) อีกหนึ่งทางเลือกของการบำรุงร่างกายผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งคอนโทรล ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ว่า สามารถลดการอักเสบและเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ภูมิต้านทานได้ คอนโทรล จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

kontrol d banner copy

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่โรคนี้สามารถป้องกันได้ หากทำการตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้นก่อนโรคจะลุกลามกลาย เป็นมะเร็ง

 

dnca63

จากสถิติของสถาบัน มะเร็งแห่งชาติ ปี พ.ศ.2553 พบว่า ในประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง ทั้งนี้ในช่วงชีวิตของแต่ละคนจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 5-6% และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้ได้ 2.5%

 

สาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ อายุมากกว่า 50 ปี มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ชอบรับประทานอาหารไขมันสูง อาหารเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีกากใยน้อย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก อาจไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ตระหนักว่าตนเองเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตามสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระก้อนเล็กลง อุจจาระมีเลือดปน (ซึ่งอาการนี้เป็นอาการสำคัญที่ควรใส่ใจเพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นแค่ ริดสีดวงทวาร) ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจพบ ได้แก่ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดหรือซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

ด้วยเหตุนี้ การ ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นการตรวจหา ติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่อยู่ในลำไส้ใหญ่จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดีที่สุด หากตรวจพบติ่งเนื้อจะได้ทำการตัดออกก่อนที่จะพัฒนาต่อไปกลายเป็นมะเร็ง

 

วิธี การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจหาเลือดในอุจจาระ การตรวจเลือดหาค่า CEA (carcinoembryonic antigen) การ สวนแป้งแบเรียม การส่องกล้องตรวจบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (sigmoidoscopy) และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากตรวจพบติ่งเนื้อ แพทย์สามารถทำการตัดออกได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีนี้หากตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ สามารถเข้ารับการตรวจได้ทุก 10 ปี แต่หากตรวจพบติ่งเนื้อหรือเนื้องอก แพทย์อาจแนะนำให้มาตรวจทุก 3-5 ปี

 

ผู้ ที่สมควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีทุกราย (โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติ) สำหรับผู้ที่มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือตรวจบ่อยกว่าคนทั่วไป

 

วิธีการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ทำได้โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ ไหม้เกรียมซึ่งมีสารก่อมะเร็ง รับประทานผัก เช่น แครอท ผักใบเขียว ฟักทอง ให้มากขึ้น และออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ชีพจรจะต้องเต้นเร็วขึ้น ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจควรเป็น (220-อายุ) x 80% และต้องออกกำลังกายต่อเนื่อง 20-40 นาที นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่พบว่าการรับประทานแอสไพรินต่อเนื่องนานๆ มีผลช่วยป้องกันมะเร็งได้

CCI10072557_0001-2

 

จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ ใหญ่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ไม่จำเป็นต้องมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ ถ้าอายุเกิน 50 ปี ดังนั้น ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

 

เรียบเรียงจาก การบรรยายเรื่อง “ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก เป็นสัญญาณอันตรายหรือไม่” โดยแพทย์หญิงวิภากร เพิ่มพูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

Jpeg

 

คอนโทรล ซี ( ซี ย่อมาจาก Cancer แปลว่า มะเร็ง ) ส่วนประกอบ ประกอบด้วยอาหารกลุ่มธัญพืชและใช้จุลลินทรีย์มาย่อยให้มีโมเลกุลขนาดจิ๋ว และนอกจากนั้นยังมีส่วนผสมของเส้นใยเห็ดอ่อน และถั่งเช่า ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูง ขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับ ซีส เนื้องอก มะเร็ง ริดสีดวงทวาร โรคเกี่ยวกับการติดเชื้อ โรคไวรัสตับอักเสบหรือคนที่มีความเครียดง่าย
วิธีรับประทาน
- รับประทานครั้งละ 1 เม็ดวันละ 4 เวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน
- สามารถรับประทาน ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่หากมียาก่อนอาหารให้รับประทานหลังอาหาร
- รับประทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ 7 – 8 ชั่วโมง

ข้อเสนอแนะ ควรรับประทานร่วมกับ วิตามิน บีรวม ของแบลคมอร์ส                         ( Blackmores Multi B )

kontrol c banner copy Blackmores-Multi-B copy

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ

 แพทย์ เตือน ข้อมูลในสังคมออนไลน์อ้างสรรพคุณมะนาวกับโซดาสามารถรักษามะเร็งไม่เป็นความจริง ย้ำสูตรนี้ไม่ใช่ของอายุรวัฒน์แน่นอน

07-01

กรณีมีการส่งต่อข้อมูลในสังคมออนไลน์ โดยอ้างถึงสรรพคุณมะนาวกับโซดาสามารถรักษามะเร็งได้นั้น น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ตนเป็นผู้หนึ่งที่ได้คุยกับผู้ป่วยมะเร็งมาก เข้าใจว่า ผู้ป่วยปรารถนา 3 สิ่งคือ ปาฎิหาริย์ เครื่องมือมหัศจรรย์ และยาวิเศษ จึงทำให้มีผู้คิดสูตรแปลกพิสดารและโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจชักจูงไปใช้วิธีการรักษาแบบผิด ๆ

“ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เห็นถึงคุณสมบัติของมะนาวและโซดาก่อนว่า ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยรับรองถึงคุณสมบัติการรักษามะเร็งให้หายได้ เพียงแต่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะจากเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่เหมือนกับเคมีบำบัดแน่นอนไม่เช่นนั้นมหาวิทยาลัยแพทย์คงใช้กันทุกที่ คุณสมบัติที่พบมีแต่เพียงอ้างอิงถึงประโยชน์ในการล้างพิษหรือดีท็อกซ์” น.พ.กฤษดา กล่าว

สำหรับคุณสมบัติของน้ำมะมาวจะคล้ายยาขับปัสสาวะอ่อน ทั้งยังช่วยกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้บีบตัว หลายคนจึงใช้สำหรับการล้างพิษหรือดีท็อกซ์ แต่สิ่งที่พึงระวังคือ ทั้งโซดาและมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด จึงไม่ควรดื่มในรายที่เป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน เพราะอาจระคายทางเดินอาหาร และไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง หรือทุกมื้อ ทุกวัน แต่ควรจัดเวลาดื่มเป็นครั้งคราว และที่สำคัญ สูตรนี้ไม่ใช่ของอายุรวัฒน์แน่นอน

ที่มา : MThai news

 kontrol c banner copyBlackmores-Multi-B copy

คอนโทรล ดี (KONTROL D) อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

DM01_650
ผู้ป่วยเบาหวานมีแผลที่ฝ่าเท้า รับประทานคอนโทรล ดี (KONTROL D) วันละ 6 เม็ด ก่อนที่แพทย์จะนัดไปตัดเท้าอีก 15 วัน  โดยเริ่มทานคอนโทรล ดี (KONTROL D)ตั้งแต่ 3 พฤษภาคม 2551 ถึง กลางเดือนมิถุนายน 2551 แผลดีขึ้นภายใน 45 วัน โดยไม่ได้ทำศัลยกรรมและไม่ต้องตัดเท้า

kontrol d banner copyBlackmores-Multi-B copy

สอบถามสั่งซื้อคอนโทรลโทร.089-447-5597 อรนุช หรือไลน์ไอดี: inu-nene

กลุ่มโรค NCDs คืออะไร

โรค NCDs ย่อมาจากคำว่า Non-communicable diseases หมายถึง กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ที่ไม่สามารถแพร่กระจายโรคจากคนสู่คนได้ โดยทั่วไปอาจเรียกว่า กลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงโรคที่เกิดต่อเนื่องยาวนาน และมีการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งแตกต่างจากโรคติดเชื้อส่วนใหญ่ ที่มักมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว กลุ่มโรค NCDs ที่สำคัญประกอบด้วย 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (รวมถึงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง) 2.กลุ่มโรคเบาหวาน 3.กลุ่มโรคมะเร็ง และ4.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (รวมถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหอบหืด)

tree(1)

โรค NCDs จัดเป็นฆาตกรอันดับหนึ่ง ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากกว่าสาเหตุการตายอื่นๆ ทุกสาเหตุรวมกัน มากถึง 36.2 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 66% ของการเสียชีวิตของประชากรโลกทั้งหมดในปี 2554 ขณะที่ในประเทศไทย กลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงประมาณ 3.1 แสนคน หรือ ร้อยละ 73 ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมดในปี 2552”

โดยทั่วไปมักมีความเข้าใจกันว่าโรค NCDs เป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่จากข้อมูลพบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของการตายด้วยโรค NCDs พบว่าเป็นการเสียชีวิต ก่อนอายุ 60 ปี อาการของโรคที่เกิดขึ้นตอนสูงอายุ มักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงสะสม ในช่วงวัยหนุ่มสาว เหมือนเราสะสมดินระเบิดเอาไว้เรื่อยๆ ซักวันมันก็ต้องระเบิดออกมา

เนื่องจากสาเหตุของโรค NCDs มักเกี่ยวข้องกับการกินอยู่และวิถีชีวิต ส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าโรคเหล่านี้ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน มักเป็นโรคของความอยู่ดีกินดี และมักเกิดขึ้นเฉพาะกับคนในสังคมเมือง หรือคนรวยเท่านั้น ซึ่งในควมเป็นจริง คนยากจนเสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs มากกว่าคนรวย เพราะมีพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงมากกว่า เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา เป็นต้น  ที่สำคัญเมื่อเป็นโรคแล้ว คนยากจนจะมีความสามารถในการดูแลรักษาสุขภาพที่น้อยกว่า จึงมักควบคุมอาการไม่ได้และเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้มากกว่า

โรค NCDs มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารหวาน มัน เค็ม และการขาดการออกกำลังกาย ดังนั้น การจัดการวิกฤต โรค NCDs และปัจจัยเสี่ยงหลัก จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรมีหน้าที่จัดการสิ่งแวดล้อมในสังคม ทั้งทางกายภาพและทางวัฒนธรรม เอื้อต่อพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพง่ายขึ้น เช่น การควบคุมการขายและการทำการตลาดของสินค้าทำลายสุขภาพ หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายมากขึ้น เป็นต้น

3BC_strong1_1

การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน เปรียบเหมือนทางด่วนที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว เพราะการดำเนินชีวิตประจำวันที่คุ้นเคยหลายอย่าง ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ทั้งเรื่องการกิน การนอน การออกกำลังกาย และการทำงาน จะสามารถ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้มากมาย แต่วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตให้มีความสมดุล และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

kontrol d banner copy kontrol c banner copy

Blackmores-Multi-B copy

 

คอนโทรล อาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

DSCN0774 copy

ดาวน์โหลดผลการวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

คอนโทรล นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย อาหารเสริมที่แตกต่างด้วยคุณสมบัติ 5 ประการที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับรองว่า

koltrol D copy

1.  ผลิตภัณฑ์คอนโทรล ดี ไม่พบการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์
2.  ปลอดภัยต่อการบริโภค เด็กและสตรีมีครรภ์รับประทานได้ โดยมีค่า LD50 ที่มากกว่า 15,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวของหนูขาว เป็นระดับที่ไม่มีอันตรายในการบริโภค จึงสามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ป่วยและสตรีมีครรภ์ก็สามารถรับประทานคอนโทรลได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่าง กายแต่ประการใด(อ่านบทความเกี่ยวกับ LD50 เพิ่มเติมได้ที่นี่)

3.  มีผลยับยั้งการอักเสบได้สูงสุด 47.5 % ในชั่วโมงที่ 2
4 . มีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านชนิด NK cell เซลล์ต้านมะเร็งสูงถึง 99.99%

5.  มีผลต่อการเผาผลาญคลอเลสเตอรอล  สูงถึง 99.95%

kontrol c copy

สอบถามข้อเพิ่มเติม โทร.089-447-5597 อรนุช

คอนโทรล ซี กับ เนื้องอกและซีสต์

เนื้องอก หมายถึง ก้อนของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเนื้อร้าย (มะเร็ง) หรือเป็นเนื้องอกไม่ร้าย

เนื้องอกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การกลายพันธุ์ การแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ หรือ ไวรัสบางประเภท เช่น Human papilloma virus (HPV) ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
oncology
เนื้องอก ประกอบด้วย เซลล์ประเภทต่างๆ หมายรวมถึง เนื้องอกที่เป็นถุงน้ำ หรือก้อนตุ่มไตที่ผิดปกติ ที่เรียกว่า ซีสต์ (Cyst) อาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารที่เร่งการแบ่งตัวของเซลล์ การได้รับสารเคมี หรือกัมมันตรังสี

การกำจัดเนื้องอกสามารถทำได้โดยการผ่าตัด การรับประทานยาเพื่อให้เนื้องอกยุบลงหรือหยุดการเติบโต การลดการรับประทานอาหารที่เป็นต้นเหตุในบางราย

คอนโทรล นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย ด้วยคุณสมบัติที่ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทย โครงการวิจัยที่ ภ. 46-06/ย.2,2553 ว่ามีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านชนิด NK cell เซลล์ต้านมะเร็งสูงถึง 99.99% เราจึงแนะนำให้ผู้ป่วยเนื้องอก และซีสต์ หรือผู้ที่มีความเครียด และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือผู้ป่วยได้รับประทาน เพื่อยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง และความผิดเพี้ยนของเซลล์
kontrol c copy

คอนโทรล ซี (KONTROL C) บรรจุ 50 แคปซูล
อย.เลขที่ 10-1-10055-1-0034

ควรรับประทานคู่กับ วิตามินบีรวม แบล็คมอร์

Blackmores-Multi-B copy

สอบถามข้อมูลเพิ่มสั่งซื้อหรือปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ที่
089-447-5597 อรนุช

อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน คอนโทรล ดี และ คอนโทรล ซี นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย

คนที่คุณรักป่วยด้วยโรคเหล่านี้หรือไม่

มะเร็ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง(als) สะเก็ดเงิน พาร์คินสัน อัมพฤกษ์ เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ เก๊าต์ รูมาตอย โรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคแห่งความเสื่อมและความผิดเพี้ยนของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ผลการวิจัยยืนยันเราป่วยเพราะไมโทคอนเดรียเสื่อม(ผลงานวิจัยจากคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล)

กล้ามเนื้ออ่อนแรง1

กล้ามเนื้ออ่อนแรง

หลายโรคที่เรื้อรังและทำได้แค่รักษาตามอาการ หลายโรคยังไม่พบวิธีการรักษาที่แท้จริง

น้องเอ็นดู1

โรค sle ผิวหนัง

โรค sle ผิวหนัง1


คุณสาลีนี่ เชื้อราในสมอง หายด้วย คอนโทรล ซี1

แท้จริงแล้ว ร่างกายเราคือ ส่วนสำคัญในการรักษาตัวเราเอง เราทุกคนมีภูมิคุ้มกันที่สร้างได้ด้วยตัวเราเอง อาการป่วยเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของเราเสื่อม หรือ ทำงานได้น้อยลง จะดีไหม ถ้าวันนี้ เรามีอาหารที่สามารถ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราเองได้ อาหารโมเลกุลจิ๋วที่สามารถเข้าสู่ไมโทคอนเดรีย(แหล่งสร้างพลังงานของเซลล์) ด้วยผลงานวิจัยและค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ไทย ดร.พงษ์ศักดิ์ ละไมพิศ และการวิจัยโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โครงการวิจัยที่ ภ. 46-06/ย.2,2553

 

ผลการวิจัยออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งว่า

1.  ผลิตภัณฑ์คอนโทรล ดี ไม่พบการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์
2.  ปลอดภัยต่อการบริโภค เด็กและสตรีมีครรภ์รับประทานได้ โดยมีค่า LD50 ที่มากกว่า 15,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวของหนูขาว เป็นระดับที่ไม่มีอันตรายในการบริโภค จึงสามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ป่วยและสตรีมีครรภ์ก็สามารถรับประทานคอนโทรลได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่าง กายแต่ประการใด(อ่านบทความเกี่ยวกับ LD50 เพิ่มเติมได้ที่นี่)

3.  มีผลยับยั้งการอักเสบได้สูงสุด 47.5 % ในชั่วโมงที่ 2
4 . มีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านชนิด NK cell เซลล์ต้านมะเร็งสูงถึง 99.99%

5.  มีผลต่อการเผาผลาญคลอเลสเตอรอล  สูงถึง 99.95%

จนได้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอนโทรล อาหารเสริมสร้างภูมิต้านทาน นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย

แก้ปัญหาสุขภาพให้ตรงจุดต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา คอนโทรล คำตอบของการแก้ปัญหาสุขภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอนโทรล นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรียนั้นมี 2 ชนิด คือ คอนโทรล ดี (kontrol d) และคอนโทรล ซี (kontrol c)

คอนโทรล ดี (kontrol d)

koltrol D copy

คอนโทรล ดี (KONTROL D) บรรจุ 50 แคปซูล

อย.เลขที่ 10-1-10055-1-0018

รับรองมาตราฐานการผลิตโดย       HACCP

คอนโทรล ดี ( ดี ย่อมาจาก Diabetes แปลว่า เบาหวาน)  ประกอบด้วย โปรตีนจากข้าว สารสกัดจากถั่วเหลือง อินนูลิน แอล ไลซีน (l-lysine monohydrochloride) และเอนไซม์ที่จำเป็นในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย คอนโทรล ดี (kontrol d) เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และ ดีสำหรับผู้ป่วย เบาหวาน ไขมัน ความดัน เก๊าต์ ไต หัวใจ และโรคแห่งความเสื่อมต่างๆในร่างกาย คอนโทรล ดี (kontrol d) จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการบำรุงร่างกาย ฟื้นฟู บำรุงเซลล์ต่างๆในร่างกาย  หลักสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย คือการให้อาหารที่ดีกับร่างกาย ยาทำหน้าที่รักษาโรค การที่ผู้ป่วยมีร่างกายที่ดีจะทำให้การรักษาต่างๆ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว  การรับประทานคอนโทรลสม่ำเสมอจึงส่งผลให้ร่างกายของเราสร้างเซลล์ใหม่ได้ อย่างต่อเนื่องเทียบได้กับการทำสเต็มเซลล์แก่อวัยวะต่าง ๆ ทั่งร่างกายตลอดเวลา

คอนโทรล ซี (kontrol c)

kontrol c copy

คอนโทรล ซี (KONTROL C) บรรจุ 50 แคปซูล

อย.เลขที่ 10-1-10055-1-0034

รับรองมาตราฐานการผลิตโดย       HACCP

          

คอนโทรล ซี ( ซี ย่อมาจาก Cancer แปลว่า มะเร็ง ) ประกอบด้วย โปรตีนจากถั่วเหลือง จมูกข้าว ไลซีน เส้นใยของเห็ดชิตาเกะ เส้นใยของเห็ดหลินจือ และเห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองซึ่งมีบทบาทในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูง  คอนโทรล ซี (kontrol c)  จึงเหมาะสำหรับ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื้องอก ริดสีดวงทวาร สิว ไวรัสตับอักเสบ โรคติดเชื้อต่างๆ ผู้มีความเครียด และผู้ที่อยู่ในข่ายเสี่ยงกับการเกิดโรคมะเร็ง

ถ้าคุณไม่ได้เป็นโรคอะไร ก็สามารถทานคอนโทรล ซี (kontrol c) และคอนโทรล ดี (kontrol d)ได้  เพราะ คอนโทรล นั้น เป็นอาหารสำหรับไมโทคอนเดรีย ซึ่งมีอยู่ทุกเซลล์ในร่างกาย ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่เซลล์ใดเซลล์หนึ่ง ถ้าเซลล์ใดเสื่อมสภาพ คอนโทรลก็จะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟู ให้ทุกเซลล์กลับมาทำงานอย่างปกติ อย่าลืมว่าในทุกวัน เซลล์เกิดและตายอยู่ตลอดเวลา การรับประทานอาหารในแต่ละวันเพื่อจะให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนอย่างเดียวคงไม่เพียง พอ กับการมีชีวิตอยู่ในสภาวะการณ์ปัจจุบัน คอนโทรล จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด ที่จะทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงและสามารถต้านทานกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ดี การรับประทานคอนโทรลสม่ำเสมอจึงส่งผลให้ร่างกายของเราสร้างเซลล์ใหม่ได้ อย่างต่อเนื่องเทียบได้กับการทำสเต็มเซลล์แก่อวัยวะต่าง ๆ ทั่งร่างกายตลอดเวลา

Blackmores-Multi-B copy

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ อรนุช 089-447-5597

อาหารเสริมคอนโทรล กับ วิตามินบีรวม

ในการรับประทานอาหารเสริมคอนโทรลนั้น ท่าน ดร.พงษ์ศักดิ์ ละไมพิศ ท่านได้แนะนำให้ทานวิตามินบีรวม เสริมหลังอาหารเช้าวันละ 1 เม็ด (แบล็คมอร์จะดีที่สุด) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แล้ววิตามินบีรวมนั้นสำคัญกับระบบการทำงานต่างๆในร่างกายอย่างไร

วิตามิน บี รวม คืออะไร?

Blackmores-Multi-B copy

วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ

ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12,โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน

วิตามิน บี รวม  เหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท  ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวันทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

วิตามิน บี 1 (ไธอะมีน) มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาทและมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท อาการรู้สึกสับสนเป็นอาการของการขาดวิตามิน บี1

วิตามิน บี 2 (ไรไบฟลาวิน) ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัยสำคัญของการหายใจระดับเซลล์ ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ  มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ

วิตามิน บี 3 (ไนอะซิน) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 50 ปฏิกิริยา ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด  บรรเทาอาการปวดไมเกรน ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ  จำเป็นต้องได้รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ

วิตามิน บี 5 (แพนโทธีนิก แอซิด) เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็นต่อปฏิกิริยาชีวเคมี ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมนของต่อมหมวกไต  ในการบรรเทาอาการเครียด

วิตามิน บี 6 (ไพริดอกซิน) มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง  ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย  การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

วิตามิน บี 12 (ไซอะโนโคบาลามิน) มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท  ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท

โฟลิก แอซิด ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง  บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท

โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน  ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาทที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ

ไอโนซิทอล ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง

ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย

จากที่ทราบกันดีแล้วว่า อาหารเสริมคอนโทรลนั้น คือ นวัตกรรมอาหารเพื่อไมโทคอนเดรีย เมื่อเราทานคอนโทรล ซึ่งเป็นอาหารของไมโทคอนเดรียนั้น จะทำให้ เรามีจำนวนไมโทคอนเดรียมากขึ้น ซึ่งเมื่อจำนวนไมโทคอนเดรียมากขึ้น ปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายนั้น จำเป็นต้องใช้ วิตามินบี ในการช่วยปฏิกิริยาต่างๆเหล่านั้น ซึ่งการทานอาหารในแต่ละวันของเรานั้น ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เราจึงจำเป็นต้องทานวิตามินบีรวม เสริมเพื่อช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการผลิตพลังงาน พร้อมกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

xQhiJlS-Kontrol copy

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ อรนุช 089-447-5597

แอดไลน์ inu-nene

 

หน้าแรก คอนโทรล ดี (KONTROL D) คอนโทรล ซี (KONTROL C) Sitemap